[LF] :: Powerless :: -Chapter 01- [SHINee FanFiction]
posted on 27 Jan 2009 19:43 by kyosama in Powerless
Title : Powerless [SHINee Fan Fiction] #01
Author : kyosama
Couple : Minho x ...??
Type : AU
Rate : PG-13
Author’s note : ระวังภาษาชวนปวดตับด้วยนะจ๊ะ
“อ่ะ เอาไป” กระดาษเอสี่ปึกหนาที่จู่ๆก็ทิ้งตัวลงกระแทกตรงหน้า...เรียกว่าแทบจะกรีดผ่านผิวเนื้อทำให้ผมมึนงงอยู่ชั่วอึดใจ ก่อนที่เจ้าของการกระทำนั้นจะขยายความเพิ่มเติมด้วยเสียงติดจะภูมิใจ “ประวัตินางในฝันของมึง...ตัวอักษรทาโฮมา ไซส์สิบ ทั้งหมดยี่สิบสี่หน้าถ้วน...ละเอียดยิบยิ่งกว่าตัวอย่างข้อสอบปลายภาคเทอมที่แล้วที่ไอ้มินฮวานมันซีร็อกซ์มาให้อีก”
“ประวัติเค้า...แล้วเอามาให้กูทำไม?” สาบานได้ว่ามันเป็นคำถามที่เบสิคและแสนจะซื่อตรงเอาเสียมากๆ แต่ไม่รู้ทำไม...ไอ้จงฮยอนมันถึงได้จ้องผมเขม็งพลางเขี่ยเท้ายิกๆอย่างกับว่าคันเชื้อราเสียเต็มประดา
“นี่มึงกินหญ้าแทนข้าวหรือกินกับข้าวที่ทำจากหญ้าครับเนี่ยไอ้คุณชายชเว? ที่กูต้องการจะสื่อก็คือ กู...คิมจงฮยอน เพื่อนผู้แสนหล่อเหลาและดีเลิศประเสริฐศรีคนนี้อุตส่าห์หลวมตัวไปช่วยสืบเสาะหาประวัติของคนที่มึงปิ๊งมาให้แล้ว เพราะฉะนั้น สิ่งที่มึงต้องทำก็คือ อ่าน จำ แล้วก็หาทางจีบเค้าให้ติดซะ อย่าทำให้เวลาอันมีค่าของกูที่หายไปเพื่อตามล่าหาข้อมูลเค้ามาให้มึงต้องเสียเปล่า โอเค๊?”
“อ่อ...โอเค กูเข้าใจแล้ว” ผมตอบอย่างรับด้วยเสียงเรียบเรื่อยและใบหน้านิ่งตามปกติ แต่ดูเหมือนว่าจงฮยอนจะไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่ เพราะมันทำเสียงจิ๊จ๊ะในคอแล้วก็ตบหัวผมหนึ่งที...ห่านนนนนเอ๊ย กูเจ็บนะ!
“ทำอะไรของมึงเนี่ย!” ผมตบหัวมันกลับ บวกแถมคำด่าให้อีกหนึ่งประโยค โชคไม่ดีเลยที่จงฮยอนไวพอที่จะโยกตัวหลบฝ่ามือพิฆาตของผมได้ ไอ้เป็ดเตี้ยกระโดดผลุง โผล่ไปยืนท้าวเอวหัวเราะปากกว้างจนแทบจะมองเห็นถึงไส้ติ่งไกลออกไปอีกสอง ช่วงแขน...ไม่อยากจะบอกเลยว่าอุบาทว์เกินจะมอง
“กูหมั่นไส้ คนเขาอุตส่าห์เปิดทางให้สมหวังกับสุดที่รักทั้งที เสือกไม่มีทีท่าดีอกดีใจซักนิด มึงกลัวโดนโค่นบัลลังก์เจ้าชายน้ำแข็งนักหรือยังไงวะ ชเวมินโฮ!?”
“อ๋อ! โอเค! กูเข้าใจแล้ว!” ผมทวนประโยคซ้ำอีกครั้ง แต่ด้วยน้ำเสียงที่ดังขึ้นแล้วก็ดูตื่นเต้นขึ้นนิดนึง...ล่ะมั้ง “แค่นี้พอใจหรือยังครับมึง”
“พอใจแล้วครับ!” คิมจงฮยอนตอบรับเสียงดังอย่างกับพลทหารเกณฑ์ยังไม่พอ มันยังมีท่าตะเบ๊ะแถมมาให้อีกต่างหาก “มึงนี่แอคทีฟจนกูอยากจะหาอะไรฟาดให้ส่วนสูงลดลงจริงๆ”
“เตี้ยแล้วอย่าพาลสิวะ” ผมพูดแค่นั้นแล้วก็ขยับลุกขึ้นอย่างมีสง่าราศี ชายตาลงต่ำนิดๆเป็นพิธี...จงฮยอนหน้าบูดหนักกว่าเดิม ยืนเทียบกันแบบนี้แล้วมันยิ่งดูเตี้ยลงกว่าเดิมไปเป็นกอง
“กวนตีน” คำด่าแล่นเข้าหูซ้ายก่อนจะทะลุผ่านหูขวา ไหลลื่นโดยไม่มีการกักเก็บไว้ในสมองแม้แต่เศษเสี้ยว จงฮยอนหยิบปึกกระดาษอันเดิมยัดใส่อ้อมแขนผม ก่อนจะกึ่งฉุดกึ่งลากให้เดินไปยังตึกเรียน
“ไปเหอะ เข้าห้องสายเดี๋ยวโดนอาจารย์แม่ทำโทษให้ยืนขาเดียวหน้าห้อง กางแขนคาบไม้บรรทัดอีกแล้วจะซวย...เจ๊ฮีชอลแกทำแสบ รอบที่แล้วนะกูอายจนอยากจะเอาหัวโขกพื้นให้ตายๆไปซะตรงนั้น ทั้งน้องซอนมี ทั้งพี่เยอึน หัวเราะกันจะตายห่า แม่ง เจ๊นะเจ๊ ทำเสียฟอร์มหมด...ขายหน้าสาวฉิบ”
ปฏิบัติการเด็ดปีกนางฟ้า(อภินันทนาการชื่อโดยคิมจงฮยอนผู้สุดแสนจะเพอร์เฟ็คทุกอย่างยกเว้นส่วนสูง) เริ่มขึ้นทันทีที่กริ่งบอกเวลาเลิกเรียนดังขึ้นตอนบ่ายสามโมงครึ่ง ผมจำได้ว่ายังไม่ทันจะเก็บของเข้ากระเป๋าเสร็จดี ไอ้คุณเพื่อนที่รักมันก็กระชากผมให้วิ่งตามมันออกจากโรงเรียนเสียแล้ว พอผมถาม...แกมด่า มันก็ให้คำตอบว่าที่ต้องรีบเพราะเค้าคนนั้นมีกิจวัตรว่าจะต้องแวะมาทานขนมหวานหลังเลิกเรียนที่นี่เป็นประจำ มันกลัวว่าถ้าผมมัวแต่อืดอาดยืดยาดเหมือนที่ทำเป็นกิจวัตร จะมาดักรอเห็นหน้าเค้าไม่ทัน เออ...ก็นับว่าเป็นความคิดที่ยอดเยี่ยมเอาการอยู่ ว่าแต่...แล้วตารางซ้อมบาสเย็นนี้ของกูล่ะ? ถ้าพี่คังอินตามมาหักคอกูถึงบ้านโทษฐานโดดซ้อมนี่...คิมจงฮยอน ถามจริงเถอะ มึงจะมาตายแทนกูไหมครับเพื่อน!!?
ยังไม่ทันที่ผมจะได้ด่าอะไรมัน(ในใจ)ต่อ เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดมันก็กระตุกแขนผมแรงๆ พลางกระซิบเสียงเบาอย่างตื่นเต้น
“มินโฮ! ใช่คนนั้นเปล่าวะ ผมน้ำตาลตัวเล็กๆที่เพิ่งเดินเข้ามาอ่ะ ใช่ป่ะ ใช่ป่ะ?”
แม่ง ทำเสียงกระซิบกระซาบใกล้ๆหูแล้วน่าฟาดยิ่งกว่าเดิม มึงทำแล้วไม่น่ารักว่ะ ขอบอก พูดแบบคนเป็นๆธรรมดาก็พอ ด่า (ในใจ) พลางทอดสายตาตามทิศที่จงฮยอนชี้แล้วผมก็รู้สึกเหมือนว่าหัวใจกำลังจะหลุดออก มาจากอกเป็นครั้งที่สามในรอบสัปดาห์...ใช่เค้าแน่ครับ...น่ารักขนาดนี้ต่อ ให้ตายไปแล้วเกิดใหม่อีกซักเจ็ดแปดชาติผมก็ลืมไม่ลงหรอก
“เออ...ใช่” ผมได้ยินเสียงตัวเองตอบรับเบาหวิว ได้ยินจงฮยอนส่งเสียงแสดงความดีใจ ประมาณว่า เยส กูเก่งที่สุด คิมจงฮยอนชนะเลิศ อะไรเทือกนี้ขาดเป็นห้วงๆ แต่ที่ดังจนกลบเสียงอื่นไปหมดก็คงเป็นเสียงหัวใจของตัวเองนี่แหละครับ มันดังเสียจนผมกลัวว่าบางทีคนที่ผมแอบใจเต้นด้วยอาจจะได้ยินมัน อ่า...เค้ามองมาทางนี้ด้วยล่ะ...ทำท่าเหมือนจะเดินมาตรงนี้อีกต่างหาก... โอ๊ย! เค้าเดินมาจริงๆด้วย! ฉิบหายแล้วไง ผมจะทำยังไงดีเนี่ย!
“จงฮยอน ช่วยกูที” ผมครางเสียงแผ่ว พยายามจะหลบไปนั่งอยู่ที่เก้าอี้ตัวติดมุม แต่ไอ้เพื่อนรักมันก็ดีใจหายครับ นอกจากจะใช้รีบใช้ตัวเตี้ยๆนั่งลงยึดพื้นที่ด้านในเสียเต็มแล้ว มันยังใช้ขาสั้นๆยันผมให้พรวดออกมายืนขวางอยู่กลางทางเดินอีก...ผมเซสะดุดเล็กน้อย พอตั้งหลักได้ก็ว่าจะหันกลับไปด่าไอ้เป็ดอยู่ แต่พอเห็นคนที่ยืนอยู่ข้างหน้าในระยะประชิดชัดๆ...ข้างในหัวผมก็ขาวโพลนไปหมด มีเพียงคำๆเดียวที่โดดเด่นออกมาเหมือนแต้มจุดสีดำลงบนผืนผ้าใบสีขาว...
...น่ารัก...
...ยิ่งมองใกล้ๆยิ่งน่ารัก...
...นัยน์ตากลมโตวาววับ สีเข้มชัดตัดกับผิวหน้าขาวใส จมูกเล็กโด่งรั้น ปากบางจิ้มลิ้มสีอ่อนกำลังเอ่ยถ้อยคำเจรจา...
“ขอโทษนะครับ คุณโอเคมั้ย?”
...แม้แต่เสียงก็ยังหวาน...
ผมรีบดึงตัวเองออกจากภวังค์ทันทีที่เริ่มรู้สึกว่าตัวเองชักจะเพ้อมากเกินไปแล้ว...เห็นเค้าเอียงคอ มองตาแป๋วทวงคำตอบก็ยิ่งทำให้ตื่นเต้นจนลนลานทำอะไรไม่ถูก
“อะ...เอ่อ...ครับ โอเคครับ” เสียงที่หลุดออกจากปากนั้นตะกุกตะกัก แถมยังสั่นจนผมนึกด่าตัวเองในใจ ได้ยินเสียงไอ้จงฮยอนกลั้นหัวเราะในลำคอแว่วมาเหมือนคนสำลัก...แต่อะไรก็ไม่ ร้ายเท่ากิริยาจุดยิ้มบางเบากับรอยระยิบระยับในดวงตาของคนตรงหน้าที่บ่งว่า ขบขัน...มันทำให้ผมรู้สึกเสียฟอร์มจนหน้าชา...ระหว่างที่กำลังยืนละล้าละลัง อยู่ เค้าก็แตะแขนผมนิดหนึ่ง เอ่ยขอทางเบาๆอีกประโยค ก่อนจะแทรกตัวผ่านไปหย่อนตัวนั่งที่โต๊ะตัวมุมด้านใน...ตรงข้ามกับโต๊ะของ เรา...ห่างกันแค่ไม่กี่ก้าวเท่านั้นเอง
อุตส่าห์วางแผนว่าจะเปิดตัวอย่างเท่ห์ให้เค้าตะลึงแล้วแท้ๆ...ทำไมมันถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้วะ!?
ผมทรุดตัวลงนั่ง...สัมผัสจากมือของจงฮยอนตบหนักๆลงบนไหล่ มันทำหน้าตาเห็นอกเห็นใจ แต่ประกายตานี่ดูสดใสเสียจนผมอดที่จะแอบกระทืบเท้ามันใต้โต๊ะไม่ได้ เป็ดแก่ร้องโอ๊ยเสียงดังจนคนรอบๆหันมามอง มันสะบัดหน้า จ้องผมตาขุ่น แต่ผมกระตุกยิ้มร้ายส่งกลับให้อย่างไม่สนใจ...หมั่นไส้นัก ไอ้พวกมีความสุขบนความทุกข์ของคนอื่นเนี่ย
ผมให้ความสนใจกับเสียงโอดครวญของคิมจงฮยอนแค่เพียงไม่นาน ภาพพนักงานเสิร์ฟที่กำลังจดออเดอร์จากเค้าลงกระดาษยุกยิกก็ทำให้ผมนึกขึ้นได้ว่าผมกับจงฮยอนยังไม่ได้สั่งอะไรเลย พอผมบอก...ไอ้จงฮยอนก็แย่งเอาเมนูในมือผมไปเปิดสั่งเอาๆ ก่อนจะตบท้ายด้วยการส่งยิ้มหวานให้ผมหลังจากคล้อยหลังพี่พนักงาน
“มึงเลี้ยงนะ”
“บ้านมึงสิ” ผมตอบทันควัน...ถึงมันจะมีคุณงามความดีอยู่ตรงที่ช่วยกรุยทางรักให้ผมกับเค้า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะมีโอกาสได้ใช้สอยเงินในกระเป๋าผมสักหน่อย...กว่าจะขอป๋ามาได้ผมก็แทบรากเลือดเหมือนกันนะครับ
“อะไรวะ เศษเงินแค่ไม่กี่หมื่นวอนกับเพื่อนยังมาทำเป็นหวง ไอ้ขี้งกเอ๊ย!”
“มึงก็รู้ว่ากูเป็นคนมีอนาคต เงินทั้งหมดนี่กูก็เก็บไว้ให้เค้าทั้งนั้นแหละ กะว่าได้รู้จักกันอีกสักหน่อยจะให้ป๋าไปสู่ขอให้ กูถึงต้องเตรียมสินสอด เตรียมค่าจัดงานแต่ง เตรียมเงินขวัญถุงรับชีวิตคู่ไว้แต่เนิ่นๆ พอใกล้เวลาจริงจะได้ไม่ต้องไปเร่งหาไง มึงนี่...ไม่ฉลาดแล้วก็อย่าขยันโชว์นักสิวะ เดี๋ยวไอ้ทุยมันจะขอไปเป็นคู่ชีวิตด้วย เอ้า...” ตบหน้ามันเบาๆไปที “ทำหน้าทำตาให้ดูมีภูมิหน่อยซิ”
“ครับ ไอ้คนฉลาด!” เสียงที่หลุดจากปากนั้นกระแทกกระทั้นอย่างที่ผมรู้ดีว่าคนพูดมันคงกัดฟันฝืนเค้นออกมาเป็นแน่
“เฮ้ยมินโฮ มึงว่าน้องเค้ามาคนเดียวเปล่าวะ” ผมกำลังจะอ้าปากตอบ แต่เสียงเดิมก็ชิงพูดขัดขึ้นมาก่อน “กูว่าต้องนัดใครไว้ชัวร์ เอาแต่จ้องนาฬิกาอย่างนั้นน่ะ”
“ถ้าจะตอบเองแล้วมึงถามกูทำไม”
“ก็ตามแบบฉบับของคนมีมารยาทดี...นี่กูว่ากูถามอย่างคนฉลาดแล้วนะ” มันยักไหล่แล้วส่งยิ้มชวนประทับรอยเท้ามาให้ ผมพ่นลมหายใจพรืด...เหนื่อยที่จะต่อล้อต่อเถียงกับไอ้ ‘คนมีมารยาทดี’ นี่เต็มทีจึงหันกลับไปเพ่งความสนใจกับโต๊ะที่อยู่ไม่ห่างอีกครั้ง
อ่า... ดูเหมือนว่าเค้าจะนัดใครบางคนเอาไว้จริงๆเสียด้วยครับ...เพราะผมเห็นเค้ายก นาฬิกาข้อมือ(เรือนสีชมพูหวานกิ๊ง)ขึ้นดูเวลาเกือบจะครั้งที่สิบได้แล้ว ใบหน้าน่ารักยู่ลงเล็กน้อย...อาจจะด้วยความกังวลหรือไม่พอใจก็ตามแต่...ทว่า สีหน้าเนือยในอารมณ์นั้นก็กลับดูแช่มชื่นขึ้นมาทันทีที่ได้ยินเสียงกรุ๊งก ริ๊งของกระดิ่งหน้าประตูร้าน…
เด็ก หนุ่มในชุดเครื่องแบบนักเรียนเดียวกันกับเค้ากำลังเร่งฝีเท้าเดินมาหาด้วย ท่าทางที่ติดจะรีบเร่งนิดๆ...ผู้มาใหม่ย่อตัวลงนั่งตรงที่ว่างฝั่งตรงข้าม กับเค้า ตั้งต้นทักทายด้วยรอยยิ้มจืดเจื่อน คล้ายเป็นการขอโทษเพื่อนที่มาตามนัดสาย ผมเห็นเค้าคุยอะไรบางอย่างกับคนที่เพิ่งมาสมทบ...ระยะห่างเพียงเท่านี้มัน ไม่ไกล หากก็ไม่ใกล้พอที่จะทำให้ได้ยินบทสนทนาใดๆ นอกจากจะให้ได้พิจารณาผู้ร่วมบทสนทนาทั้งสองชัดเจนพอควรเท่านั้น
พอคิดถึงตรงนี้ ผมก็อดที่จะลอบสังเกต ‘เพื่อน’ ของเค้าไม่ได้ ก็แหม...เป็นถึงเพื่อนของว่าที่ภรรยา(?)ในอนาคตเชียวนะครับ จะไม่ให้หัดทำความรู้จักไว้มันก็กระไรอยู่
แต่ยิ่งมองผมก็ยิ่งแปลกใจ
ในเมื่อเค้ากับเพื่อนเหมือนจะไม่มีอะไรคล้ายกันแม้แต่อย่างเดียว
เค้า เป็นคนที่นับว่าสูงใช้ได้เลยทีเดียว แต่เพื่อนของเค้าคนนี้ค่อนข้างจะตัวเล็กไปสักหน่อย...เค้าตาโตสวย ส่วนของเพื่อนเค้านั้นตาตี่...มากเสียจนผมสงสัยว่าดำเนินชีวิตมาจนถึงทุก วันนี้โดยไม่ให้สะดุดก้อนหินตามทางเดินได้ยังไง...เค้าวางตัวดีแม้กระทั่ง ยามหลุดขำ ในขณะที่เพื่อนของเค้าหัวเราะปากกว้างราวกับจะกลืนกินโลกได้ทั้งใบ...ไหนยัง จะแก้มป่องๆที่ยิ่งดันให้นัยน์ตาคู่จิ๋วนั่นดูเล็กลงกว่าเดิมทุกครั้งที่ ขยับยิ้มนั่นอีก...
ถ้าไม่ติดว่าขาวแล้วก็ยังพอน่ารักนิดหน่อยล่ะก็...คงหาดีไม่ได้
ผมสรุปกับตัวเองในใจอย่างนั้น
ไม่ รู้ว่าคนที่ตกเป็นเป้าการนินทาจะรู้ตัวหรืออย่างไร เพราะเขาแล้วก็บังเอิญ...ที่สายตาของเราสองคนประสานกันพอดี ความรู้สึกหลายหลายตีรวนอยู่ข้างใน แต่ที่มากที่สุดคือความแปลกใจ...เพราะนี่คือครั้งแรกในรอบปีที่มีคนกล้าสบตา ผมตรงๆนานๆอย่างนี้ได้โดยไม่มีการเขินอายจนต้องเบือนหน้าหลบสายตา...
เจ้า ของดวงตาเรียวรีที่จ้องตรงแน่วมาหันกลับไปพูดอะไรกับเค้าก็ไม่รู้ แต่ผมเห็นเค้าพยักหน้า พลางส่งสายตาเหลือบมองมาพร้อมรอยยิ้มมุมปากที่ทำให้รู้สึกหนาวๆร้อนๆ อย่างบอกไม่ถูก แต่ที่ทำให้เสียวสันหลังวาบที่สุดคงไม่พ้นสายตาเย็นเยียบใต้เรียวคิ้วที่ ขมวดมุ่นของเพื่อนเค้านี่แหละ...ใครคนนั้น(ที่ผมยังไม่รู้จักแม้แต่ชื่อ)ผุด ลุดพรวด ก่อนจะสาวเท้าเดินดุ่มๆ มุ่งหน้ามาที่โต๊ะของผม...ทั้งเร็ว ทั้งหมายมาดจนไอ้จงฮยอนผวามาเกาะแขนแล้วกระซิบเสียงตื่น
“เขาจะกินตับพวกเรามั้ยวะมินโฮ” บอกตรงๆว่าผมออกจะขำกับถ้อยคำของเพื่อนอยู่ไม่น้อย ทว่าก็ไม่กล้าพอที่จะเสี่ยงหลุดเสียงหัวเราะลั่นออกไปในสถานการณ์แบบนี้ จึงได้แต่นั่งเงียบ...เก็บเสียงทั้งหมดกักไว้แต่เพียงในลำคอ...ผมยังไม่ทันได้นึกว่าจะเตรียมรับมืออย่างไร แรงตบหนักๆลงบนโต๊ะดังปึงก็สะเทือนจนผมสะดุ้ง และอีกครั้ง...ที่เสียงแหบแหลมตวาดลั่นกรอกเต็มสองรูหูโดยไม่ทันได้ตั้งตัว...
“วันๆไม่มีอะไรทำหรือไงวะ เอาแต่นั่งจ้องหน้าคนอื่นอยู่ได้...ดำไม่พอยังจะต้องประสาทอีก โว๊ะ เซ็งโว้ย!!”
ขอ ถอนคำพูดครับ...ถึงจะขาวแล้วก็ยังพอน่ารักนิดหน่อย...แต่พอเอาไปบวกลบคูณหาร กับความห่ามชวนหาเรื่องแล้ว...ผลลัพธ์เท่ากับศูนย์...ไม่สิ...ผมก็พูดเกินไป หน่อย ความจริงแล้วมันติดลบเลยแหละครับ
หาดีไม่ได้จริงๆ...
.:: TALK ::.
เรื่อยๆมาเรียงๆค่ะ
สั้นมว๊าก...ก็บอกแล้วว่าเป็นฟิคแก้เบื่อ TvT; งั่กๆๆๆ
ปล. ความจริงตอนแรกก็แพลนให้เป็นโฮอนล่ะ...แต่ไปๆมาๆชักไม่แน่ใจ '__'... เริ่มรู้สึกว่าโฮฮยอนก็ดีเหมือนกันนะ TvT (ฮา)















