[SF] HSH : Mon petit garçon [1/2]___[HoOn]
posted on 27 Jan 2009 19:41 by kyosama in Home-Sweet-Home
Title : Home Sweet Home : Mon petit garçon (Translated : My little boy.)
Author : kyosama
Couple : Minho x Onew
Type : AU
Rate : PG
Author’s note : ถ้าผู้ชายก็ท้องได้... (อย่าทำเป็นเล่นไป ขนาดตัวละครชายในเดอะซิมส์ยังท้องได้เลยนะคะ ๕๕๕๕๕)
LINK : [HSH] Mama nest un homme~!!? [KiHae] (ซี่รี่ย์เดียวกัน แต่ถึงไม่อ่านก็ไม่มีผลอะไรเน้อ)
เครียด…
ใช่...
อีจินกิกำลังเครียด...
ไม่สิ...
ต้องบอกว่าโคตรเครียดเลยต่างหากถึงจะถูก...
นัยน์ตาเรียวพินิจมองภาพร่างที่นอนขดตัวเป็นก้อนกลมๆอยู่บนเตียงของตัวเองอย่างหนักใจ...
เด็ก ชายตัวเล็กเจ้าของเรือนผมนุ่มสีน้ำตาลเข้มในชุดเสื้อยืดลายขวางสีน้ำตาลสลับ ขาว สวมทับด้วยกางเกงเอี๊ยมผ้ายีนส์สีน้ำเงินเข้ม จากที่คาดคะเนทางสายตาแล้วน่าจะมีอายุอานามอยู่ที่ราวๆหกปี...อาจจะต่ำกว่า ได้แต่คงไม่มากไปกว่านั้น...
อัน ที่จริงแล้วจินกิค่อนข้างมั่นใจว่าตัวเองเป็นคนรักเด็กพอสมควร...อย่างน้อย เขาก็ไม่ได้รังเกียจหรือรำคาญเวลาที่มีมนุษย์โลกตัวจิ๋วมาเกาะแกะนัวเนีย หรือส่งเสียงง้องแง้งข้างหู...แถมด้วยความที่บ้านเปิดกิจการรับเลี้ยงเด็ก วัยเตรียมอนุบาล ทำให้เขารู้จักวิธีการรับมือกับกองทัพเด็กตัวเล็กๆพวกนี้เป็นพิเศษ...
ทว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตรงนั้น...
...มันอยู่ที่ตรงนี้ต่างหาก
ร่างโปร่งทอดถอนใจ...พลางนึกทบทวนถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านพ้นไปหมาดๆ
.
.
.
สิ่งแรกที่เขามองเห็นคือภาพเพดานสีขาวสะอาดตาของห้องที่อาศัยอยู่มานานร่วมสองปี
จิ นกิกะพริบตาปริบ...นึกสงสัยว่าเสียงร้องไห้จ้าที่ดังจนปลุกให้ตนตื่นจาก นิทรารมย์นั้นเป็นเพียงความฝันหรือความจริงกันแน่...เด็กหนุ่มนอนนิ่งๆ ใส่ความตั้งใจลงไปกับการเงี่ยหูเก็บเสียงต่างๆในห้องราวห้านาที แล้วก็สรุปได้ความเสียงที่ได้ยินนั้นคงเป็นแค่ฝันค้างคายามครึ่งหลับครึ่ง ตื่นเท่านั้น...หากทันทีที่ยันตัวขึ้น หย่อนปลายเท้าลงสัมผัสกับพื้นกระเบื้องเย็นเยียบ บานประตูไม้ก็ถูกผลักให้เปิดออกดังปัง ร่างสูงของเพื่อนร่วมห้อง...ที่ความจริงแล้วถ้าจะเทียบศักดิ์กันก็คง ต้องบอกว่าเป็นรุ่นน้อง...สาวเท้าเข้ามาในห้อง ใบหน้าหล่อเหลาที่มักจะเรียบนิ่งไม่แสดงอารมณ์ใดๆอยู่เป็นนิตย์ บัดนี้กลับฉายชัดถึงความมึนงงและลำบากใจ...จินกิมองสีหน้าจืดเจื่อนของ อาคันตุกะแล้วก็ก้มหน้าหนี ปิดเปลือกตาแน่น เริ่มรู้สึกปวดตุบที่บริเวณแถวขมับจนต้องยกมือขึ้นคลึงให้เส้นคลาย
น้ำหน้าอย่างนี้มันคงไม่ได้มาบอกข่าวว่าเขาถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่หนึ่งแน่ๆ
“จินกิฮยอง...” น้ำคำจากคนอายุอ่อนกว่าสองปีถ้วนดึงความสนใจจากเจ้าของชื่อให้ยอมเงยหน้าขึ้นประสานสายตา
“มีอะไร?” คำถามสั้น ง่าย แต่ได้ใจความที่สุดถูกขับออกมาจากริมฝีปากอิ่ม...จินกิยังไม่คลายความกังวล กับสีหน้าของรุ่นน้องที่ได้เห็น...ปกติมินโฮเป็นคนที่นิ่งมาก...มากเสียจน แทบจะเรียกได้ว่าเป็น โป๊คเกอร์เฟสบอย...แต่กับสถานการณ์ในตอนนี้ หมอนี่กลับดู...แปลกๆ...อย่างบอกไม่ถูก...
...อย่างกับว่ากำลังปิดบังอะไรอยู่...
...อะไร...ที่เป็นเรื่องใหญ่เอามากๆเสียด้วย...
“เมื่อเช้า...” ร่างสูงเงียบเสียงไปชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยต่อ “เมื่อเช้า...พี่ได้ยินเสียงอะไรบ้างหรือเปล่า”
“ก็...ได้ยินนะ”
“จริงเหรอ!” นัยน์ตาที่โตอยู่แล้วยิ่งแลดูโตมากขึ้นกว่าเดิม “ได้ยินเสียงอะไร?”
“นาฬิกาปลุก...ตั้งไว้ทุกวันก็ต้องได้ยินทุกวันสิ ถ้าวันไหนไม่ได้ยินก็แสดงว่าต้องเอาไปให้เขาซ่อมแล้ว...เออ ว่าแต่ถามทำไมวะเนี่ย”
“เปล่า...” ปากก็บอกอย่างนั้น แต่แค่มองปราดเดียวจินกิก็ดูออกแล้วว่ามีพิรุธเต็มที่ “ตกลงพี่ไม่ได้ยินจริงๆใช่ไหม”
“ไม่รู้เว้ย ฉันก็ได้ยินทุกอย่างที่หูคนเรามันรับสัญญาณได้นั่นแหละ”
“ผมหมายถึง...เสียงแปลกๆ...แบบว่าเป็นเสียงที่พี่ไม่เคยได้ยินมาก่อนในห้องเราน่ะ...”
“ไม่ว่ะ ไม่ได้ยินเลย” ถ้าลีจินกิยังสายตาดีอยู่...เขามั่นใจว่าเห็นใบหน้าคมคายฉายแววโล่งใจนิดหนึ่ง ก่อนจะกล่าวคำขอบคุณปรับเปลี่ยนไปเป็นใบหน้าที่จินกิตีตราชื่อเอาไว้ให้ว่า ‘ยิ้มหวานเพื่อการค้า’...เด็กหนุ่มมุ่นหัวคิ้ว...พยายามปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมด เริ่มตั้งแต่ท่าทางลุกลี้ลุกลนของรุ่นน้อง อากัปกริยาที่เรียกได้ว่ามีพิรุธสุดขีด บวกด้วยคำถามประหลาด แถมยังตบท้ายด้วยอาการถอนหายใจอย่างโล่งอกนั่นอีก
“แกมีอะไรอยากจะบอกฉันไหม?” รุ่นน้องตัวสูงตอบคำถามด้วยการส่ายหน้า
“ไม่มีครับ ถ้ายังไงผมขอตัวก่อนดีกว่า นี่ก็สายมากแล้วด้วย ขืนยังโอ้เอ้อยู่อย่างนี้คงเข้าเรียนคลาสแรกไม่ทันแน่ๆ” มินโฮรวบรับตัดความ ก่อนจะขยับเท้าก้าวถอยหลังออกจากห้องช้าๆ “เมื่อเช้าผมออกไปตลาดมา ซื้อโจ๊กมาฝากด้วยนะครับ จัดขึ้นโต๊ะให้เรียบร้อยแล้ว พี่หิวเมื่อไหร่ก็ออกไปกินก็แล้วกัน”
“อืม...ขอบใจนะ” จินกิตอบรับน้ำใจของเด็กหนุ่มรุ่นน้องด้วยการพยักหน้ารับ...หากเรียวคิ้วยังไม่คลายจากอาการขมวดมุ่น...
...สีหน้าแปลกๆ...
...ท่าทางแปลกๆ...
...คำถามแปลกๆ...
...นี่เขาลืมอะไรไปหรือเปล่านะ...?
นัยน์ตาเรียวรีเบิกกว้างกับข้อเท็จจริงที่เพิ่งคิดได้
“มินโฮ เดี๋ยวก่อน” เสียงเรียกจากบุคคลในห้องรั้งให้คนที่กำลังจะปิดประตูหยุดชะงัก คิ้วเข้มเลิกขึ้นแทนคำถาม
“...ครับ?”
“เสียงที่แกกำลังพูดถึงนี่คือเสียงเด็กใช่ไหม” จินกิดันตัวขึ้นยืน สาวเท้าเข้าหาอีกฝ่ายที่ยังคงหยุดยืนอยู่ใต้กรอบประตู “เสียงเด็ก...ถ้าฟังไม่ผิดน่าจะเป็นเด็กผู้ชาย...ไม่น่าจะใช่ทารก แต่ก็ไม่น่าจะใช่วัยเริ่มรุ่น”
ลูกแก้วสีน้ำตาลเข้มแวววาวที่จ้องมองมาฉายประกายกรุ่นโกรธอย่างที่ทำให้มินโฮรู้สึกร้อนๆหนาวๆไปทั่วตั้งแต่หัวจรดเท้า
“แกไปลักพาตัวลูกบ้านไหนเขามาหา!!”
“ผมเปล่านะ!” รีบแก้ตัวเสียงหลงเมื่อถูกยัดเยียดข้อหาพรากผู้เยาว์มาให้...เหอะ คนอย่างเขาเนี่ยนะจะเที่ยวล่อลวงเด็กๆ...ฝันไปเถอะ! ให้ล่อลวงคนแก่แถวนี้(?)ยังจะชอบใจกว่าเสียอีก ลีจินกิร้องเอ๊ะ ท้าวเอวฉับแล้วก็โวยวายใส่
“จะเปล่าได้ยังไง ถึงฉันจะแก่กว่าแกแต่ก็ไม่ได้อายุเยอะถึงขนาดที่ว่าประสาทรับเสียงจะฟั่นเฟือนนะเว้ย...บอกความจริงฉันมาดีกว่า แกปิดบังอะไรไว้ คายออกมาให้หมดเดี๋ยวนี้เลยนะ ชเวมินโฮ”
“ผมไม่มีอะไรปิดบังทั้งนั้นแหละ เสียงที่พี่ได้ยินคงเป็นความฝันมากกว่า...เด็กที่ไหนจะ--”
“อาปา!”
เสียงเล็กแหลมแทรกขัดประโยคขึ้นกลางปล้อง ก่อนจะตามมาด้วยเสียงฝีเท้าดังทั่กๆ และการปรากฏกายของเด็กชายตัวป้อมด้านหลังมินโฮ มือเล็กกระตุกชายเสื้อยืดสีเทาเข้มพลางทำหน้ามุ่ย
“อาปาทิ้งจินโฮได้ยังไง ก็สัญญากันไว้แล้วไม่ใช่เหรอว่าอาปาจะอยู่กับจินโฮอ่ะ ปล่อยจินโฮเอาไว้ในห้องคนเดียว ถ้าเกิดมีผีออกมาจากตู้เสื้อผ้าจับจินโฮไปกินแล้วอาปาจะทำยังไง” เด็กชายส่งเสียงง้องแง้งได้อย่างน่าปวดหูเป็นที่สุด จินกิเห็นมินโฮหันหลังกลับไปย่อตัวอุ้มร่างเล็กขึ้นมาไว้ในอ้อมแขน
“โอ๋ๆ ตัวเล็กอย่าเพิ่งงอนสิครับ พอดีเห็นตัวเล็กกำลังหลับสบายเลยไม่อยากรบกวน...ไม่ได้ทิ้งตัวเล็กซักหน่อย อาปามาหาออมม่าต่างหาก” ดวงตาคู่คมทอดสายตามายังทิศทางที่ลีจินกิกำลังยืนอยู่
“ออมม่า...” เสียงเล็กลากยาว เอียงคอมองอยู่พักหนึ่งก่อนที่แววตาจะเปล่วงประกายตื่นเต้น “ออมม่าจริงๆด้วย! อาปา! จินโฮจะลงแล้ว จินโฮอยากกอดออมม่า~!”
แน่นอนว่ามินโฮทำตามคำเรียกร้องนั้นเร็วทันใจ ทันทีที่เท้าแตะถึงพื้น เด็กชายก็วิ่งโถมเข้าใส่จินกิเต็มแรง แขนวาดโอบรอบเอวแน่น
“นึกว่าจะไม่ได้เจอกันอีกซะแล้ว...จินโฮคิดถึงออมม่าจังครับ”
ไหล่ ที่สั่นสะท้านกับความรู้สึกเปียกชื้นบริเวณช่วงท้องทำให้จินกิเลื่อนมือกอด ตอบกลับพร้อมทั้งขยับลูบเรือนผมนุ่มแทนคำปลอบโยนตามสัญชาตญาณ...
ห๊ะ
อะไรนะ
ตามสัญชาตญาณงั้นเหรอ
เออะ แล้วกูมีมันตั้งแต่เมื่อไหร่กันวะ!!?
...แต่เดี๋ยวก่อน...
ถ้าเรียกมินโฮว่าอาปา...แล้วเรียกเขาว่าออมม่า...
อย่างนั้นก็แสดงว่าเด็กคนนี้เป็นลูกของเขากับมินโฮน่ะสิ...!?
งานเข้าแล้วไง...!
ร่างโปร่งดันตัวเด็กชายออกทันที ก่อนจะย่อตัวลงพิจารณาใบหน้าเล็กที่อยู่ห่างกันแค่คืบ
... ดวงตากลมโตสีน้ำตาลเข้มจนเกือบดำยังพราวระยับด้วยหยาดน้ำตา...ปากจิ้มลิ้มสี สดตัดกับผิวขาวจัด...จมูกเล็กเชิดรั้น...ทุกส่วนประกอบกันอย่างลงตัวบนกรอบ หน้ากลมที่บัดนี้บริเวณพวงแก้มยุ้ยเจือสีระเรื่อ
จะมองกี่ครั้งก็ดูเป็นส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างพันธุกรรมของเขากับมินโฮชัดๆ
ลีจินกิยังใช้เวลานิ่งอึ้งได้ไม่นาน ริมฝีปากบางของเด็กน้อยก็เบะออกก่อนจะปล่อยเสียงร้องไห้โฮ
“ออมม่าไม่ยอมกอดจินโฮอ่ะ ฮือ~ ออมม่า...ฮึก...ไม่รักจินโฮแล้วใช่มั้ยครับ” เสียงที่เล็ดรอดออกมาทั้งสะดุดทั้งสั่นพร่าจนน่าใจหาย น้ำตาที่แห้งเหือดไปแล้วกลับเริ่มไหลรื้นอาบใบหน้าขาวอีกครั้ง ไหล่เล็กสะท้านตามแรงสะอื้น หอบจนตัวโยนเสียจนคนเป็น ‘อาปา’ ต้องดึงมากอดปลอบใจ
“ตัวเล็ก...ไปทานอาหารเช้าก่อนนะครับ อาปาเตรียมซีเรียลนมไว้ให้แล้วนะ”
“แต่...แต่ออมม่า...”
“จินโฮ...” น้ำเสียงทุ้มต่ำสยบให้เด็กชายหยุดงอแงทันที...ปกติแล้วอาปาจะเรียกแทนตัวเขาว่าตัวเล็กเสมอ จะเรียกชื่อจริงก็ต่อเมื่อถึงเวลาที่ต้องการดุหรือปรามเท่านั้น และจินโฮรู้ดี...ว่าการขัดใจอาปาน่ะ...คือเรื่องที่ไม่สมควรทำเป็นอย่างยิ่ง
“ไม่ใช่ว่าออมม่าไม่รักจินโฮหรอกนะครับ แต่อย่างที่อาปาเคยบอกไง...ออมม่ากำลังไม่สบายอยู่ อาจจะหลงๆลืมๆอะไรไปบ้าง อย่าเพิ่งรบกวนออมม่าเลยดีกว่านะครับ” มินโฮเลื่อนมือช่วยเช็ดคราบน้ำตาที่ยังไม่แห้งดีนักให้ลูกชาย ก่อนจะรุนหลังให้เดินออกจากห้อง
“จำทางไปห้องครัวได้ใช่มั้ย” เมื่อเห็นเด็กชายพยักหน้ารับแรงๆจนผมกระจายแล้วเด็กหนุ่มก็ยิ้มกว้าง “ดีมาก ถ้าอย่างนั้นไปทานซีเรียลรอก่อนนะครับ อาปาขอคุยกับออมม่าแปบนึงแล้วเดี๋ยวจะรีบตามไป”
มิ นโฮยืนยิ้มส่งเจ้าของแผ่นหลังเล็กที่เดินเต๊าะแต๊ะลับจนสุดสายตาแล้วก็หัน ขวับกลับมามองหน้าเจ้าของห้องอีกคนที่ยังคงนั่งเอ๋ออยู่ที่เดิมด้วยสายตาคม กริบ
“พี่ทำอย่างนั้นกับลูกได้ยังไง”
“ห๊ะ อะไรนะ”
“ผมถามว่าพี่ทำอย่างนั้นกับลูกได้ยังไง” ใบหน้าเรียบนิ่งเริ่มส่อเค้าอารมณ์เสีย “กอดลูกอยู่ดีๆก็ผลักออก คิดบ้างมั้ยครับว่าถึงแกจะยังเด็กอยู่แต่ก็เสียใจเป็น”
“เฮ้ยเดี๋ยว นี่แกพูดถึงอะไรของแกวะ ฉันงงไปหมดแล้วนะเนี่ย” ร่างโปร่งยกมือห้าม เริ่มรู้สึกปวดตุบที่ขมับด้านขวาจนต้องยกมืออีกข้างขึ้นกดระงับอาการ “คำก็ลูก สองคำก็ลูก...ฉันไปมีลูกกับแกตอนไหนไม่ทราบ”
“ไม่รู้เหมือนกัน เมื่อเช้าผมออกไปซื้อของกินที่มินิมาร์ทข้างล่างแปบเดียว กลับขึ้นมาอีกทีก็เจอน้องยืนร้องไห้อยู่หน้าห้องแล้ว”
“อ้าว แล้วแกก็พาเข้ามาข้างในน่ะนะ?”
“แล้วพี่จะให้ผมทำยังไง...ปล่อยน้องเขายืนร้องไห้หน้าห้องต่อคนเดียวงั้นเหรอ? ทำไม่ได้หรอก” คำถามที่ย้อนกลับมาทำให้จินกินิ่งไปอย่างยอมรับ...เออว่ะ ก็ถูกของมัน
“โอเค โอเค
ฉันมันคิดอะไรงี่เง่าเองแหละ” จินกิตอบง่ายๆก่อนจะยกมือขึ้นแสดงว่ายอมแพ้
“ว่าแต่น้องคนนั้น...ทำไมแกถึงคิดว่าเป็นลูกของเรา?” พูดไปแล้วก็รู้สึกแปลกๆพิกล...ไม่คิดไม่ฝันว่าจะมีวันที่เขาต้องใช้คำว่า
‘ลูกของเรา’ กับผู้ชายด้วยกันเลยนะเนี่ย
“พี่ไม่เห็นหน้าเด็กเหรอ...โครงหน้ากับจมูกเหมือนพี่
ส่วนตากับปากนี่เหมือนผมไม่มีผิด
แล้วไหนจะชื่ออีก...จินโฮ...ไม่ว่าจะคิดยังไงมันก็เป็นชื่อที่ผสมมาจากจินกิกับมินโฮทั้งนั้น”
ไม่รู้ว่าจินกิคิดไปเองหรือว่าอย่างไร แต่ในชั่วขณะหนึ่ง...เขาคิดว่าเห็นประกายความภูมิใจในแววตาของเด็กหนุ่มรุ่นน้องฉายวาบขึ้นมา
“ถึง ความเป็นไปได้มันจะมีน้อย แต่ก็อาจจะมีโอกาสที่แกจะเป็นเด็กหลงทางก็ได้นะ ลองคิดดูก็แล้วกันว่าถ้าสมมุติแกพลัดหลงกับผู้ปกครองจริง...ป่านนี้พ่อแม่แก คงจะตามหากันให้ควั่ก แล้วถ้ายังหาตัวไม่เจอภายในเร็ววันก็คงกลายเป็นเรื่องใหญ่แน่” จินกิแย้ง ก่อนจะตัดสรุปด้วยประโยคสุดท้าย “ถ้าถึงเวลานั้นขึ้นมาจริงๆแล้วเราถูกตราหน้าขึ้นมาว่าเป็นแก๊งค์ลักพาตัวเด็กจะทำยังไง”
“ไม่มีทาง” ร่างสูงส่ายหน้าวืด “ผมถามประวัติของน้องมาเรียบร้อยแล้ว...จินโฮบอกผมว่าเขาชื่อชเวจินโฮ อายุหกขวบ มีน้องสาวอายุสามขวบชื่อชเวมิยอน คุณพ่อชื่อชเวมินโฮส่วนคุณแม่ชื่อชเวจินกิ”
“ไม่มีทาง!”
ชเวมินโฮเพิกเฉยต่อเสียงค้านนั้นด้วยการทำเป็นไม่ได้ยินไปเสีย เด็กหนุ่มควานหาอะไรบางอย่างในกระเป๋าเสื้อโค้ทนักเรียนแล้วก็ยื่นมันออกมาให้คนมีศักดิ์เป็นพี่ดู
“ตอนแรกผมก็คิดอย่างพี่นั่นแหละ...จนกระทั่งผมแอบค้นตัวน้องตอนหลับแล้วเจอไอ้นี่”
... สิ่งที่ทอดตัวอยู่บนฝ่ามือหนาคือแผ่นกระดาษสี่เหลี่ยมขนาดเท่ากับรูปถ่าย ธรรมดาทั่วไปที่บัดนี้ส่วนขอบขาดยุ่ยและตัวแผ่นยับย่นจนแทบจะอัดกันเป็น ก้อน...
จินกิค่อยๆย้ายกระดาษก้อนกลมมาไว้กับตัวอย่างเบามือ คลี่กระดาษออกให้กลับสู่รูปร่างเดิม ก่อนจะแทบ...ช็อกตาค้าง...กับภาพที่ปรากฏแก่สายตา
... มันเป็นภาพของชายหนุ่มร่างสูงในชุดเสื้อคอเต่ากับกางเกงสแล็คสีดำ สวมทับด้วยโค้ทขนสัตว์แบบยาวคลุมถึงเข่าสีน้ำตาลเข้ม ข้างๆกันนั้นเป็นชายหนุ่มที่มีโครงร่างเล็กกว่า เจ้าของกางเกงขายาวสีเหลืองครีมกับเสื้อคอเต่าสีเขียวอ่อนแขนยาวคลุมถึงมือ พันทับอีกชั้นด้วยผ้าพันคอไหมพรมผืนยาวสีเดียวกันกับกางเกง มือซ้ายกับมือขวาของทั้งคู่กอบกุมกันแน่น...ไล่สายตาลงมาตามแขนขวาของร่าง สูงจะพบกับมือเล็กๆของเด็กชายตัวกลมในชุดเสื้อกันหนาวตัวใหญ่สีฟ้าอ่อนที่ ยืนส่งยิ้มแป้นแล้นออกมาจากรูปถ่าย และถ้าหากพิจารณาใบหน้าของเด็กผู้หญิงผมยาวในอ้อมแขนของอีกคนให้ดี...จะเห็น ว่าแม่สาวน้อยนั้นมีเครื่องหน้าที่คล้ายคลึงกับคนเป็นพี่ชายอย่างที่เรียก ได้ว่าแทบจะถอดแบบพิมพ์กันออกมาเลยทีเดียว...ด้านหลังของคนทั้งสี่เป็นภาพ ผืนนภาสีฟ้าใส แต้มด้วยสีขาวสะอาดของหมู่เมฆประปราย ทับซ้อนอีกชั้นด้วยสิ่งก่อสร้างทรงสูงที่อีจินกิจำได้ว่าเคยเห็นผ่านๆบนใบ ปลิวนำเที่ยวจากที่ไหนซักที่ในนาม ‘หอไอเฟล’... แต่ทั้งนี้ทั้งน้น รูปถ่ายใบนี้มันจะไม่เป็นปัญหาเลย...ถ้าหากว่าหมู่มวลมนุษย์ที่ยืนไล่เรียง กันในภาพไม่ใช่เขา ไอ้เด็กมินโฮ กับเจ้าหนูจินโฮ อ้อ ถ้าจะยึดเอาคำให้การของเด็กเป็นหลัก...ก็ต้องนับว่าสาวน้อยตัวเล็กที่ยังไม่ รู้จักชื่อคนนั้นเป็นหนึ่งในผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วยสินะ
“นี่มัน...” กลืนน้ำลายอย่างเฝื่อนคอ รู้สึกหน้ามืดจนเกือบจะหมดแรง แต่ยังรั้งสติไว้ได้อยู่ด้วยความคิดที่ว่า อาการตกใจแล้วเป็นลมมันไม่ใช่วิสัยของลูกผู้ชายที่อุดมไปด้วยความแมนเกินร้อยเช่นตน
ใครก็ได้ช่วยหยิกเขาแรงๆให้ตื่นจากฝันร้ายนี่เสียที!
“เห็นมั้ย...ผมบอกพี่แล้ว” หากน้ำเสียงทุ้มติดจะโอ่ยิ่งตอกย้ำให้เด็กหนุ่มรู้ว่าตัวเองยังเหยียบยืนอยู่บนโลกแห่งความเป็นจริง จินกิตวัดสายตามองคนพูดอย่างขุ่นเคือง ยิ่งเห็นรอยยิ้มมุมปากที่แสดงชัดถึงความพอใจในชัยชนะเหนือพี่ชายก็ยิ่งหงุดหงิด
“ยิ้มบ้าอะไรของแกวะ” นั่นไง กะแล้วเชียวว่าอารมณ์เสียเมื่อไหร่เป็นต้องพาล...มินโฮส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ ตั้งแต่ได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมห้องเดียวกันมาเกินสองปี นอกจากครั้งแรกที่ได้พบกันอย่างเป็นทางการแล้ว...มินโฮก็ไม่เคยมองว่าอีจินกิเป็น ‘รุ่นพี่’ อีกเลย
ซุ่มซ่ามก็ที่หนึ่ง...จนต้องให้เขาคอยระวัง
งอแงก็ที่หนึ่ง...จนต้องให้เขาคอยเอาใจ
โวยวายก็ที่หนึ่ง...จนต้องให้เขาคอยดุเตือน
ขี้งอนก็ที่หนึ่ง...จนต้องให้เขาคอยตามง้อ
ไอ้ความคิดที่ว่าจะย้ายเข้ามาอยู่ในหอพักใกล้โรงเรียน แชร์ห้องกับรุ่นพี่เพื่อที่จะได้รับความช่วยเหลือต่างๆ กลับตาลปัตรกลายเป็นว่าตัวเองต้องเป็นฝ่ายคอยดูแลอีกฝ่ายไปเสียฉิบ
นอกจากตัวเลขอายุในบัตรประชาชนที่เพิ่มขึ้นทุกปีแล้ว...ไม่มีอะไรในตัวอีจินกิที่บ่งบอกว่าเจ้าตัวอายุน้อยกว่าเขาทั้งนั้น
เด็ก...
เด็กจริงๆ...
ยิ่งเห็นปากเล็กๆที่เม้มแน่น ตาเรียวยิบหยี กับแก้มแดงๆที่เจ้าตัวพองลมไว้จนป่องแล้วก็อยากจะจับบิดซักทีสองทีให้หายพยศนัก
เด็กดื้อ...มาก...เสียด้วย...
มินโฮทอดถอนใจ...เอาเถอะ ยังไม่ใช่เวลาที่จะมาคิดถึงเรื่องดัดนิสัยพี่จินกิตอนนี้...เด็กหนุ่มเหลือบมองนาฬิกาบนผนังแล้วก็ร้องเฮ้ยลั่น เข็มสั้นที่กระดิกติ๊กๆอยู่ระหว่างเลขแปดกับเก้า พร้อมทั้งเข็มยาวที่บอกเวลาสี่สิบห้านาทีทำให้รุ่นน้องตัวสูงของจินกิวิ่งวุ่น มินโฮผลุบหายออกไปนอกห้องพักใหญ่ๆ จินกิได้ยินเสียงดังตึงตัง สลับกับเสียงร้อง ‘โอ๊ย’ เป็นระยะๆที่ทำให้เขาพอจะคาดเดาได้ว่าเจ้าของห้องอีกคนหนึ่งคงเผลอชนหรือเตะอะไรซักอย่างเข้าให้เป็นแน่แท้
“พี่!” เสียงเรียกจากหน้าประตูทำให้คนที่กำลังจะเอนตัวกลับลงนอนสะดุ้ง...ร่างสูงในชุดเสื้อเชิ้ตขาว กางเกงขายาวสีดำ พาดเสื้อสูทสีน้ำเงินเข้มไว้บนบ่า ทำมือบุ้ยใบ้ไปทางห้องครัว ก่อนจะพูดต่อทั้งๆที่ยังคาบแผ่นขนมปังคาปาก
“ผมไปเรียนก่อนนะ ขืนเข้าสายกว่านี้อีกซักสิบนาทีมีหวังเจ๊ฮีชอลด่าตายแน่...จินโฮกินซีเรียลอยู่ในครัวแน่ะ ถ้าพี่ทำใจได้เมื่อไหร่ก็ฝากดูลูกด้วยนะ” จินกิตาโตกับคำเกือบสุดท้ายของประโยค แต่ดูเหมือนว่ามินโฮจะตีความนัยของอากัปกริยานั้นผิด เพราะสีหน้าของเด็กหนุ่มดูจืดเจื่อนลง พร้อมกับโทนเสียงที่ลดต่ำ...แหบเบาจนแทบจะไม่ได้ยิน
“ขอโทษจริงๆที่ต้องรบกวน...ผมรู้ว่าพี่ลำบากใจ...แต่น้องเองก็ยังเด็ก...ถึงยังไงก็ควรจะนึกถึงใจแกบ้าง...”
แม่ง ทำไมถึงได้ขยันเอาประโยคพวกนี้มาย้ำกูจังวะ!
จินกิสบถพึม...มินโฮเป็นคนที่มีพรสวรรค์ หมอนี่สามารถยกคำธรรมดามาพูดเจือน้ำเสียงตัดพ้อแบบที่ทำให้ให้คนฟังรู้สึกผิดขึ้นมาได้อย่างน่าประหลาด
และตอนนี้ เขาเองก็กำลังตกอยู่ในสภาพเดียวกันกับที่กล่าวมาข้างต้น
...เกลียดขี้หน้ามันชะมัด
มือเรียวโบกไล่คนตัวสูงแทนคำลา
“เออ จะไปไหนก็รีบๆไปเลยไป เดี๋ยวเข้าห้องสาย โดนอาจารย์เช็คชื่อแล้วจะมาโทษกันไม่ได้นะเว้ย”
คน ตัวเพรียวล้มตัวลงนอนบนเตียงแทบจะในทันทีกับที่รูมเมทรุ่นน้องคล้อยหลังออก จากห้อง เขาได้ยินเสียงพูดคุยเบาๆดังลอดมาจากด้านนอก...คาดว่ามินโฮน่าจะกำลังล่ำลา เจ้าหนูตัวเล็กอยู่...อีจินกิระบายลมหายใจเฮือก...อยู่ตัวคนเดียวมาสิบเก้า ปี จู่ๆก็มีเด็กที่ไหนไม่รู้มาแนะนำตัวว่าเป็นลูกของเขากับน้องร่วมห้อง...ถึง จะมีหลักฐานให้เห็นเป็นชิ้นเป็นอันก็เถอะ...แต่ยังไงมันก็ทำใจให้เชื่อได้ ยากอยู่ดีนี่นา...
เด็ก หนุ่มร้องเฮ้อ...ดูเวลาแล้วคงไปเข้าคลาสไม่ทัน...ช่างเถอะ ถึงเขาไม่ไป แต่ไอ้จงฮยอนก็คงจดเลคเชอร์ให้ตามเคย ไว้ค่อยเอาของมันมาลอกวันหลังก็ได้...ปัญหาใหญ่ตอนนี้มันอยู่ที่เด็กน้อยตัว กลมด้านนอกต่างหาก...เสียงปิดประตูดังปังบอกเขาว่ามินโฮออกไปแล้ว ทิ้งเขาเอาไว้กับหนูน้อยตามลำพัง
เอาล่ะ ทีนี้...จะทำยังไงกันต่อดี?
ร่างโปร่งเดาะลิ้นอย่างที่ทำเป็นประจำทุกครั้งยามใช้ความคิด ก่อนจะตัดสินใจหยิบโทรศัพท์เครื่องบางเฉียบขึ้นมากดเบอร์ญาติสนิท
ลองปรึกษาพี่ทงเฮดูก็แล้วกัน...
TBC in chapter 2/2
TALK
พรุ่งนี้จะสอบวิทย์แล้ว...นี่ตรูกำลังทำอะไรอยู่เนี่ย...
*นั่งมองดาว*
ฟิคป่วงๆตามสไตล์ ใครอ่านไม่เข้าใจก็ขออภัยนะก๊ะ TvT
อ้อ แล้วก็ขอแอบโปรโมทนิดดดดดดดดนึง
ย้ายบ้านแล้วค่ะ
๕๕๕๕๕๕๕๕
แล้วพบกันใหม่ตอนหน้านะคะ :D















