[FIC] Between The Lines - Chapter One [BangZelo]

posted on 05 Oct 2013 22:59 by kyosama in Between-The-Lines
 

Title: Between The Lines - Chapter One || The three-time-coincidence theory I  

Author: kyosama

Pairing: Yongguk/Junhong, Himchan/Daehyun

Genre: AU, PG, fluff, university life

Theme song:

 

 


 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ว่ากันว่า

คนเราพบกันครั้งหนึ่งคือเรื่องธรรมดา

พบกันครั้งที่สองคือเรื่องบังเอิญ

แต่ถ้าพบกันครั้งที่สาม .. นั่นเป็นเรื่องของพรหมลิขิต

 

 

 

ลมเอื่อยๆต้นฤดูใบไม้ผลิไม่ได้บาดผิวจนต้องควานหาเสื้อคลุมมาสวมทับเสื้อผ้าปกติอีกชั้น แต่กำลังเย็นสบายในระดับที่ทำให้ใครต่อใครจูงมือกันออกมาเดินเล่นริมทะเลสาบขนาดย่อมของมหาวิทยาลัยได้อย่างรื่นรมย์ โดยเฉพาะในยามเย็นอย่างนี้ที่บรรยากาศออกจะดีเป็นพิเศษ จึงกลายเป็นว่าไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็เห็นแต่คู่รักนักศึกษาอิงแอบกันชื่นมื่นเต็มไปหมด  

 

อย่างคู่รักชายหญิงที่กำลังปิกนิกอยู่บนเนินหญ้าเล็กๆนั่นไง หญิงสาวป้อนแซนวิชให้แฟนหนุ่มซึ่งอ้าปากรับอย่างว่าง่าย ตบท้ายด้วยการมองตากันซึ้งใจ กลิ่นความรักหวานเลี่ยนตลบอบอวลมาแต่ไกล ไม่ได้เหลือทนขนาดนั้น แต่กลับน่าขำและน่าเอ็นดูกำลังดี ขนาดที่คนโสดอย่างเขาเห็นแล้วยังอดยิ้มตามไม่ได้

                    

ในบริเวณสวนพักผ่อนแห่งนี้ เห็นทีจะมีแต่บังยงกุกคนเดียวเท่านั้นล่ะมั้งที่ไร้คู่

 

 ‘สวนพักผ่อนแห่งมหาวิทยาลัยทีเอสไอ ’ ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นสวนสาธารณะที่สวยและโรแมนติคที่สุดในแถบนี้ จากผลสำรวจของมหาวิทยาลัยเมื่อปลายปีที่แล้ว ไม่ได้มีสภาพที่เป็นมิตรต่อชายหนุ่มผู้โดดเดี่ยวเลยสักนิด มันเป็นสถานที่ที่คู่รักเลือกจะใช้เวลาร่วมกันเป็นอันดับสาม รองลงมาจากแม่น้ำฮันและย่านช็อปปิ้งมยองดง และเป็นสถานที่อันดับต้นๆที่พวกคนโสดมักหลีกเลี่ยง ด้วยเหตุผลประการสำคัญคือส่วนใหญ่ทนอิจฉาฉากสวีทหวานของพวกคู่รักไม่ไหว

 

ยงกุกเองถ้าไม่มีเหตุจำเป็นก็คงไม่เข้ามาที่นี่เหมือนกัน .. เปล่าหรอก เขาไม่ใช่คนประเภทขี้อิจฉาแบบนั้น ชายหนุ่มออกจะรู้สึกประดักประเดิดมากกว่าที่ตัวเองต้องมาอยู่ลำพังในสถานการณ์ที่ทุกคนตั้งใจมาจู๋จี๋กับคู่รักอย่างนี้

 

ไม่มีใครว่าเขาเลย .. อันที่จริง ต้องพูดว่าไม่มีใครสนใจว่ามีผู้ชายตัวโตหน้าโหดคนหนึ่งกำลังนั่งหลบมุมอยู่ตรงนี้จะถูกมากกว่า เพียงแต่จิตใต้สำนึกของเขาคอยหลอกหลอนตัวเองอยู่ทุกห้านาทีว่าเขาดูเหมือนสตลอ์คเกอร์โง่ๆ ที่คอยตามเก็บภาพคู่รักดาราไปขายเลี้ยงปากท้องยังไงไม่รู้ .. ซึ่งเรื่องจริงมันก็คล้ายๆอย่างนั้น เขากำลังนั่งสังเกตการณ์คู่รักในสวนพักผ่อนอยู่จริงๆ แค่ไม่ได้ถ่ายรูปไปหาเงิน และมันเป็นคำสั่งจากวิชาเรียนก็เท่านั้นเอง

 

เขานั่งอยู่ตรงนี้มานานหลายชั่วโมงแล้วกับการบ้านโหดหินของวิชาออกแบบตกแต่งสวน .. วิชาเล็กๆแค่สองหน่วยกิต แต่งานแต่ละชิ้นที่อาจารย์สั่งช่างสรรค์สร้างและน่ามหัศจรรย์เหลือเกิน ดูอย่างการบ้านชิ้นล่าสุดนี่เป็นไง โจทย์คือให้ออกแบบสวนสำหรับคู่รัก โดยใช้แรงบันดาลใจจากกิริยาที่คนรักพึงกระทำต่อกัน

 

งานลำบาก ที่คนโสดอย่างเขาต้องขวนขวายหาแรงบันดาลใจจากคู่รักอื่นเพราะตัวเองไม่มี ซึ่งก็ไม่รู้จะหาตัวอย่างจากไหน ฮิมชานกับฮโยซองเลิกกันไปตั้งนานแล้ว คงใช้งานไม่ได้ มยองซูกับซองยอลก็ยังสถานะก้ำกึ่ง ขนาดที่คนในกลุ่มเองยังไม่กล้าแหย่หรือแซวเพราะอาจโดนฟาดด้วยกล้องแคนนอน 5D ตัวบักเอ้กเข้าเต็มๆหน้าได้ พวกที่เหลือก็จับมือกันเกาะคานอย่างเหนียวแน่น .. แล้วจะเหลือทางเลือกอะไรให้เขานอกจากปลอมตัวเป็นคนโรคจิต ทำท่าว่ามานั่งรับลมทะเลสาบแต่ความจริงแล้วแอบสังเกตการณ์ท่าทางของพวกคู่รักอยู่ทุกเม็ดทุกหน่วยอย่างนี้กันล่ะ

 

คิดทีไรก็ขำทุกที ไม่เคยนึกเลยว่าชีวิตนึงจะต้องมาทำอะไรพิลึกพิลั่นแบบนี้ อย่าให้ไอ้พวกเพื่อนปากกระโถนรู้เด็ดขาดเชียว ขืนโดนมันเอาไปโพนทะนาต่อ ภาพพจน์ของเขามีหวังพังป่นปี้แน่ๆ

 

ชายหนุ่มเอนหลังพิงต้นไทรต้นใหญ่ ผ่อนคลายอาการล้าต้นคอ สมุดสเก็ตช์ยังวางแบอยู่บนพื้นหญ้าข้างตัว มีดินสอกุดๆสองสามแท่งนอนเกลือกกลิ้งอยู่ไม่ไกลกันนัก

 

แต่เอาเข้าจริงที่นี่ก็มีส่วนดีเหมือนกัน สวนสวยๆ อากาศสะอาดๆ ธรรมชาติเน้นๆ .. ทำให้จิตใจที่อ่อนล้าจากการสู้งานหนักตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาของเขาดีขึ้นได้อย่างไม่น่าเชื่อ .. ที่เคยอ่านผ่านๆในหนังสือพิมพ์ว่าคนสมัยนี้ใช้ชีวิตคลุกคลีกับมลภาวะมากเกินไป ควรผ่อนเวลาให้ธรรมชาติได้ชะล้างสารพิษบ้าง ท่าจะจริง

 

บรรยากาศเงียบสงบ ทั้งยังร่มรื่นจนชายหนุ่มเกือบจะผล็อยหลับอยู่แล้วเชียว ถ้าไม่ใช่ว่าสมาร์ทโฟนรุ่นโบราณของเขาจะส่งเสียงน่าหนวกหูดังถี่ๆขึ้นมาก่อน ยงกุกคว้าไอ้แก่คู่ใจขึ้นมากดดูอย่างเสียไม่ได้ .. โนตินับสิบจากกรุ๊ปคาทกขึ้นเตือนว่าหัวค่ำนี้เขาและเพื่อนๆมีนัดชิลล์กันที่ร้านเหล้าข้างมอ และนี่ก็เย็นพอสมควรแล้ว ฮิมชานกับอูฮยอนเพิ่งเลิกเรียนเลยว่าจะไปหาอะไรกินกันก่อน มีใครสนใจจะแจมไหม แล้วเนื้อหาในกรุ๊ปก็เปลี่ยนจากซาวด์เสียงหาเพื่อนกินข้าวเย็นเป็นแย่งกันเสนอชื่อร้านอาหารที่ตัวเองชอบไปเสียอย่างนั้น

 

สงครามขนาดย่อมในโลกโซเชียลทำท่าจะไม่จบลงง่ายๆ และเขาเองก็ขี้เกียจเกินกว่าจะกระโจนเข้าไปร่วมวงสู้ด้วย ข้อความที่ ‘B.YG’ ส่งไปจึงมีสั้นๆแค่     อือ กูไป ตกลงกันได้ละบอกด้วย  '  จากนั้นชายหนุ่มก็จัดแจงปิดเสียงโทรศัพท์ ยัดมันไว้ในหลืบกระเป๋ากางเกง ตั้งใจว่าจะของีบเอาแรงสักหน่อย.. ไว้ค่อยตื่นไปผจญกับพวกมารเอาอีกทีตอนสงครามแอลกอล์ฮอล์คืนนี้ทีเดียวก็แล้วกัน

 

แต่บังยงกุกก็ไม่ได้หลับสมใจ ความสงบสุขของเขาถูกขัดขวางเป็นครั้งที่สองด้วยเสียงเอะอะโวยวายซึ่งดังมาจากที่ไม่ใกล้ไม่ไกลนัก ชายหนุ่มอดไม่ได้ที่จะชะโงกมองหาต้นเสียง ไม่ได้อยากรู้อยากเห็นอะไรหรอกนะ แต่อย่างว่า.. ขึ้นชื่อว่าเป็นเรื่องชาวบ้านแล้วล่ะก็ คนเราพร้อมที่จะหูตาไวเสมอ

 

เขาเห็นคนกลุ่มหนึ่งกำลังมีเรื่องกันอยู่ห่างออกไปแค่ไม่กี่เมตร ผู้ชายสามคนยืนขวางคนที่น่าจะเป็นเป้าหมายในการทะเลาะครั้งนี้ไว้ โดยมีผู้ชายท่าทางเอาเรื่องอีกคนยืนคั่นกลางเป็นทัพหน้า.. ปกติแล้วชายหนุ่มไม่ใช่คนชอบสอดเรื่องของคนอื่นสักเท่าไหร่ แต่คราวนี้มันติดอยู่ตรงที่เขารู้สึกคุ้นๆหน้าพวกกลุ่มคนที่พร้อมจะหาเรื่องอยู่ตะหงิดๆ และแผ่นหลังใต้เสื้อยืดสีดำสนิท กับเรือนผมสีบลอนด์สว่างของคนที่หันหลังให้นั่น ก็ให้ความรู้สึกคลับคล้ายคลับคลาว่าเคยเห็นที่ไหนมาก่อนเหมือนกัน

 

 " เป็นแค่เด็กปีหนึ่งแท้ๆ กวนตีนนักนะมึง! " 

 

คนที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้ากลุ่มกระชากคอเสื้อเป้าหมายเข้าหา หากอีกฝ่ายกลับนิ่งเฉยไม่ตอบโต้ ยิ่งทำให้คนอารมณ์ร้อนดูจะโมโหยิ่งขึ้นอีก.. จุดที่ยงกุกนั่งอยู่ค่อนข้างไกลจากพวกนั้นพอสมควร จึงฟังบทสนทนาไม่รู้เรื่องเท่าไหร่ ได้ยินขาดๆหายๆกับแค่บางคำที่คนพูดตะเบ็งเสียงดังลั่นด้วยอารมณ์เท่านั้น เช่น " มองหน้า" " ตอบสิวะ " แล้วก็ "ชเวจุนฮง " เท่านั้นเอง

 

 ...

 

เดี๋ยวก่อน..  

 

เมื่อกี้หมอนั่นว่าอะไรนะ..  

 

ชเว.. จุนฮง..   อย่างนั้นเหรอ

 

ชื่อที่ไม่คิดว่าจะได้ยินทำให้คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันโดยอัตโนมัติ.. คงไม่หรอกมั้ง อะไรมันจะบังเอิญได้ขนาดนี้.. ใจเขาคิดเช่นนั้น หากร่างกายกลับเป็นตรงกันข้าม ชายหนุ่มลุกขึ้นเต็มความสูง อดไม่ได้ที่จะก้าวยาวๆเข้าหาสถานการณ์ต่อยตี (ของคนอื่น) ตรงหน้าอีกนิด แอบลอบสังเกตการณ์ความเป็นไปของเรื่องราวให้ใกล้ขอบสนามขึ้นอีกสักหน่อย

 

คนหาเรื่องผรุสวาทใส่เป้าหมายอีกครั้ง ก่อนจะเหวี่ยงอีกฝ่ายลงบนพื้นเต็มแรง แล้วก็คงจะปรี่เข้ามาทำร้ายซ้ำ ถ้าไม่ถูกอีกสองคนที่มาด้วยกันล็อคแขนห้ามไว้เสียก่อน เจ้าของผิวขาวจัด ตัดกันชัดเจนกับสีเข้มของเสื้อบนตัว ยังกองไม่เป็นท่าอยู่บนพื้นสนามหญ้า และนาทีที่ผู้ตกเป็นเป้าสายตาเบือนหน้าหนีจากคนเดือดจัดหันมาทางฝั่งนี้ แค่ได้เห็นเสี้ยวหน้านวล ยงกุกก็เผลอก้าวเท้าไปข้างหน้าโดยไม่รู้ตัว

 

และ..  

 

พระเจ้าเท่านั้นที่รู้..  

 

โลกนี้จะหาคนชื่อ  ชเวจุนฮง  ได้สักกี่คนกันเชียว

                

 มือหนาวางลงบนไหล่ลาด ไม่เพียงแต่เจ้าตัวเท่านั้นที่เงยหน้าขึ้นมองแขกไม่ได้รับเชิญอย่างแปลกใจ.. กลุ่มคนสามคนที่กำลังมะรุมมะตุ้มกันเองอยู่ต่อหน้า ก็ชะงักไปด้วยความรู้สึกไม่ต่างกัน  

 

ทีแรกยงกุกก็ยังไม่แน่ใจนักว่าการที่เขาเข้ามาสอดจะเป็นผลดีหรือเสีย แต่พอเห็นสีหน้าตกตะลึงของคนที่น่าจะกำลังอารมณ์ขึ้นที่สุด และได้ยินหนึ่งในสองของพลทัพห้ามพึมพำออกมาเบาๆว่า  '  รุ่นพี่ยงกุก..  '  ชายหนุ่มก็รู้สึกเหมือนได้ยื่นเท้าเข้าแตะเส้นชัยไปแล้วหนึ่งก้าว

 

"นาย.. อินจอง ? กับ.. ?" 

 

"พึนซลครับ ปีสอง ส่วนอีกคนก็คยองอู ปีสองเหมือนกัน " เด็กแว่นทัพหลังละล่ำละลักตอบ

 

พอมาเห็นหน้าใกล้ๆยงกุกก็เริ่มจำได้ ซออินจอง ศูนย์หน้าทีมฟุตบอลประจำรุ่น  555556  อยู่กลุ่มเดียวกับโอจีซบ ที่เป็นหนึ่งในทีมพี่เชียร์ปีนี้ ดีกรีเลือดร้อนและกร่างไม่น้อยไปกว่ากัน แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ใช่คนประเภทหาเรื่องใครไปทั่ว  

 

ส่วนพึนซลกับคยองอูเป็นเด็กจากอีกกลุ่มหนึ่งที่เรียบร้อยกว่า เหมือนจะเป็นกึ่งๆพวกหนอนหนังสือไม่นิยมเข้าสังคมด้วยซ้ำไป น่าแปลกใจนิดหน่อยเหมือนกันว่าทำไมถึงมาอยู่ด้วยกันได้ ในสถานที่ และสถานการณ์ที่ไม่น่าอภิรมย์แบบนี้

 

“ อืม ฉันยงกุก อยู่ปีสาม เป็นรุ่นพี่พวกนาย .. น่าจะรู้จักกันอยู่แล้วมั้ง ” มุมปากอดไม่ได้ที่จะยกยิ้มขำ ยามสบตากับดวงตากร้าวที่เริ่มอ่อนลงของรุ่นน้องนักบอล

 

ตำแหน่งประธานฝ่ายกีฬาของยงกุกไม่ใช่จับสลากได้ แต่เขาถูกเลือกด้วยเหตุผลสำคัญสองประการ หนึ่งคือ .. ไม่ได้ยอตัวเองนะ.. แต่ใครๆก็บอกว่า บังยงกุก เป็นนักฟุตบอลฝีเท้าเทพอย่างหาตัวจับยากคนหนึ่งของมหาวิทยาลัยทีเอสไอทีเดียว และสองคือ เขาค่อนข้างมีคอนเนคชั่นกับพวกนักกีฬาในคณะพอสมควร .. มีคนไม่มากหรอกที่บ้ากีฬาลูกกลมๆนี่ถึงขนาดนัดเล่นกันเกือบทุกเย็นที่ว่าง และแน่นอนว่ากับกลุ่มสังคมยิ่งเล็ก สมาชิกในนั้นก็ยิ่งรู้จักกันอย่างทั่วถึง

 

กรณีบังยงกุกกับซออินจองก็เช่นกัน พวกเขาเคยไปกินเหล้าด้วยกันหลังเตะบอลหลายครั้ง แม้จะไม่ได้สนิทสนมกันส่วนตัว แต่เพราะคุ้นหน้ากันดีเลยทำให้เกิดความเคารพนับถือ การปรากฏตัวของยงกุกทำให้อินจองมีท่าทีอ่อนลงมาก อย่างน้อยก็ยอมยืนนิ่งๆเฉยๆ ไม่ได้โวยวายให้เพื่อนอีกสองคนต้องช่วยดึงแขนห้ามไว้แล้ว แม้สายตาจะยังมีแววกรุ่นโกรธอยู่ไม่จางก็ตามที

 

“ ไง ไอ้แสบ ไม่พอใจอะไรกันรึไง ”

 

ยงกุกเจาะจองถามอินจองโดยเฉพาะ พึนซลกับคยองอูเหลือบมองกันแวบหนึ่ง ก่อนจะเอาแต่ก้มหน้ามองพื้น ขณะที่คนถูกถามมองหน้าเขา สลับกับเด็กปีหนึ่งผู้(เกือบจะ)ถูกทำร้าย ที่ยังก้นติดพื้น แล้วก็กลับมามองหน้าเขาอีกทีหนึ่ง นัยน์ตาคู่ดำสนิทสบกับเขาอยู่ชั่วอึดใจ ก่อนที่คู่สนทนาจะหลบสายตา แล้วถอนหายใจสั้นๆ

 

 “ แค่เรื่องเข้าใจผิดกันนิดหน่อยเท่านั้นแหละฮยอง ”

 

ยงกุกพยักหน้า.. ชายหนุ่มรู้ดีว่ามันคงไม่ใช่แค่นั้น แต่ในเมื่ออีกฝ่ายยอมลงให้ถึงขนาดนี้แล้ว ก็มีแต่คนโง่กับคนบ้าเท่านั้นแหละที่จะหาความต่อให้เรื่องมันยาวขึ้น

 

“เออ งั้นก็ดี แค่เข้าใจผิดกันใช่ไหม แล้วนี่เคลียร์เสร็จยัง ” ชายหนุ่มตบไหล่จุนฮงหนักๆสองที “เจ้าหนูนี่ฉันดูอยู่ ถ้ายังไงถือซะว่าฉันขอก็แล้วกัน .. ได้ไหม? ”

 

รุ่นน้องคนคุ้นหน้าไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธอะไร เพียงแต่โบกมือลาแล้วหันหลังเดินจากไปเท่านั้น.. พึนซลกับคยองอูเสียอีกที่รีบโค้งอำลาให้ แล้วรีบวิ่งตึงๆตามเพื่อนที่เดินนำลิ่วไปไกลแล้ว

 

“หมอนี่ว่าง่ายกว่าที่คิดแฮะ ” เขาพึมพำไล่หลังกลุ่มคนที่ค่อยๆเคลื่อนห่างออกไป เคาะเท้าเป็นจังหวะ ก่อนจะหันกลับมาเผชิญหน้ากับบุคคลซึ่งถูกทิ้งไว้เป็นผู้รอดชีวิตจากศึกชิงนายเมื่อครู่ “เอาล่ะ ทีนี้มาดูซิว่าฉันควรจะทำยังไงกับนายดี ”

 

ดวงตากลมโตสีน้ำตาลแก่จ้องตรงๆมาที่เขา.. ใสแจ๋วเหมือนลูกแก้วคริสตัล.. คล้ายจะอ่านง่าย หากในความกระจ่างนั้น ยงกุกกลับมองไม่เห็นอะไรเลยนอกจากเงาสะท้อนของตัวเอง.. ไม่มีความเป็นมิตร ไม่ได้เย็นชา เป็นเพียงแค่สายตาแววตาเฉยเมย ไม่ยินดียินร้ายกับอะไรทั้งสิ้น แม้ชายหนุ่มจะแอบยกหางตัวเองอยู่ในใจว่า น้องควรจะซาบซึ้งบุญคุณที่เขาเพิ่งพาพ้นจากสถานการณ์วุ่นวายเมื่อกี้นี้มาได้แท้ๆ 

 

มันทำให้เขานึกถึงตอนที่เจอเด็กคนนี้ครั้งแรก ตอนที่เดินสวนกันจนเบียดไหล่ซึ่งจุนฮงไม่แม้แต่จะเหลือบตาแล มีแต่เขาที่เป็นฝ่ายมองตามจนเหลียวหลัง ความรู้สึกตอนนั้นยังติดอยู่ในอก.. ฮิมชานอาจจะพูดถูก เจ้าหนูนี่ค่อนข้างขาดมนุษยสัมพันธ์จนผิดวิสัยคนทั่วไป และร่างสูงก็คิดว่าตัวเองก็ค่อนข้างจะพิลึกเหมือนกัน ที่ยังคงค้างคาใจกับแววตาว่างเปล่าเมื่อครั้งนั้นมาจนถึงทุกวันนี้

 

หลังจากเหตุการณ์สามวินาทีนั่น (ซองยอลเป็นคนตั้งชื่อให้หลังจากรู้เรื่อง แล้วให้ฮิมชานปากโทรโข่งเอาไปเที่ยวประกาศต่อเสียทั่วว่าเขากำลังฟอลลิ่งอินเลิฟอยู่กับน้องปีหนึ่งชื่อย่อ จ.ฮ. และใส่สีตีไข่จนกลายเป็นเรื่องรักๆเลี่ยนๆชวนฝันพอๆกับโรมิโอแอนด์จูเลียตของเชคสเปียร์ ซึ่งความจริงมันไม่ใช่ยังงั้น แต่ชายหนุ่มก็ขี้เกียจเกินกว่าจะตามแก้ข่าวที่ป่านนี้จะลือกันไปถึงไหนแล้วไม่รู้) ยงกุกก็ไม่ได้เจอตัวรุ่นน้องคนดังแบบจังๆอีกเลย

 

อาจเพราะตารางเรียนไม่ตรงกันหนึ่งด้วย และเขาเองก็ไม่ใช่คนประเภทเที่ยวดักรอใครต่อใครหน้าห้องเรียนอย่างนั้น สองอาทิตย์ที่ผ่านมาจึงเป็นช่วงเวลาที่ว่างเปล่าและยาวนานพอที่จะทำให้ยงกุกเริ่มลืมเรื่องของน้องปีหนึ่งซึ่งเพื่อนเล่าให้ฟังว่ามีนิสัยประหลาดคนไปทีละน้อย .. แต่แปลก ที่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังเก็บป้ายชื่อของชเวจุนฮงเอาไว้ ถึงจะถูกยัดรวมไว้กับชีทเรียนวิชาต่างๆอยู่ในลิ้นชักที่หอนอนในสภาพที่เรียกได้ว่าเลวร้าย แต่ก็ยังไม่เคยเลยสักหนที่จะคิดหยิบทิ้งไป 

 

มันซุกตัวอยู่ในนั้น สงบนิ่งเหมือนกำลังรอคอยอะไรบางอย่างซึ่%

Comment

Comment:

Tweet

กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดด
พี่เคียวววววววววววว(ขอเรียกพี่เคียวเหอะพี่กลอย หนูชอบหงะ 555555555+)
คือบับว๊าาาาา บับว๊าาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา
ตอนที่เพร่ยงกรุ๊กกรี้คุยกะน้องจุนฮงนี่มันแบบว่า...
กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด (ปิดหน้ากรี๊ดสามนาที)
คือไม่รู้เพราะอะไรและทำไม แต่ตอนที่น้องจูเปิดปากพูดกับพี่ยงกุกประโยคแรก "ผมชเวจุนฮง ศิลปกรรมปีหนึ่ง" อะเพร้!! มันคิลกันสุดๆ
ถึงกับต้องหยุดอ่านแล้วรัวกำปั้นกับขาตัวเองอะพี่ กรี๊ดดดดดดดดดดดดดด
คือตอนแรกแบบ นางดูเย็นชาๆป่ะ คุณหนูชเว นัยน์ตาว่างๆกลวงๆ ไอ้เราก็นึกว่าคาแรคนางจะมาแบบเย็นชาไรงี้ป่ะฟะ
ปรากฏมันไม่ใช่อะ มันไม่ช้ายยยยย ประโยคแรกที่น้องพูดกับพี่ยงกุกนี่คือกรี๊ดใช่ป่ะพี่ แต่ไอ้รอยยิ้มนั่นอะ รอยยิ้มน้านนนนนนนนนนะคะคุณผู้ชมคะ! อย่าว่าแต่พี่ยงกุกเลยที่โดนน็อค อินี่รู้สึกเหมือนโดนมุฮัมหมัด อาลีอัปเปอร์คัตเข้าปลายคางอะค่ะ ณ จังงังมาก ณ จุดนั้น กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดด เด็กบ้าน่ารักเกินไปล้าวววววว TTTTvTTTT หงากๆๆๆๆๆๆ ละยังมีหน้ามาบอกแล้วเจอกัน ณ จุดนี้คือตายยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย
ไม่เร่งไม่รีบ แต่อยากให้รู้ว่ารอ TvT งี้ดๆๆๆ ดีใจมากมายจริงๆที่กลับมาอัพเรื่องนี้ต่อ ตอนแรกปลงแล้วจริงๆนะพี่ นึกว่าพี่จะทิ้งแล้วอะ เพราะพู่ก็ทำบ่อย (อ้าว 55) 
เยิ้บๆนะคะจุ๊บุ เป็นกำลังใจให้ หวังว่ากลับจากค่ายหลังวันที่ 20 จะได้อ่านอีกซักตอน อิ๊ๆๆๆๆๆ *3* /ทำตาอ้อน

#4 By snowtears on 2013-10-06 20:48

กรี๊ดดดดดด เดี๋ยววววว พี่กลอยยยยยย กรี๊ดดดดดดดด เดี๋ยวนะะะะะะะะะ คือยังไม่ได้อ่านนนนนนนนนนนน แต่เปิดมาเห็นB2lines อัพเลยขอกรี๊ดก่อน อร๊ายยยยยยยย พี่ไม่รู้หรอกว่าพู่ดีใจแค่ไหนที่ได้เห็นฟิกเรื่องนี้ยังมีชีวิต กรี๊ดๆๆๆๆ TvT ดีใจมากอะพี่ ได้อ่านก่อนไปค่ายพอดีเลย ฮืออออ มีความสุขจุงงงง
เดี๋ยวขออ่านก่อนนะฮ้าบ >w<

#3 By snowtears on 2013-10-06 20:24

จุนฮงน่ารักกกกกกกก ชอบง้ะ คือนิ่งๆ บางทีก็กวนๆ แล้วไหนจะตอนยิ้มที่ทำพี่กุกใจละลาย

#2 By Kataholic.ch on 2013-10-06 08:11

นี่ตอนเดียวต้องรอหกเดือน ตอนสองกี่เดือนดีคะ #แซว
ชอบอิมเมจพี่ยงกุกจุนฮงมากๆเลยค่ะ คือพี่ยงกุกต้องนิ่งละมุน เอาความนิ่งปราบเด็กหน้าบูดสินะคะ 55
ถึงพี่ยงกุกจะดูเฉยกับพรหมลิขิต แต่ลึกๆก็หวังจะเจอบังเอิญครั้งที่สามสินะคะ
เจอยิ้มหวานขนาดนั้นน้องจุนฮงคงวนเวียนอยู่ในหัวพี่ยงกุกจนอดไม่ได้ที่ต้องมองหาน้องตลอดเป็นแน่ค่ะ
ยังไงจะรอตอนต่อไปนะคะ

#1 By SWAG Z ♥ (223.205.221.98) on 2013-10-05 23:43