[FIC] ANGEL BOY chapter I [BangZelo]

posted on 05 Oct 2013 15:47 by kyosama in ANGEL-BOY

 

 

 

Title: ANGEL BOY

Pairing: Yongguk & Junhong

Author: kyosama

Genre: Fantasy?

Notes: I do not own the boys. Warning of surrealism. 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สรวงสวรรค์วันนี้ดูแปลกตาด้วยสีชมพูสลับเขียวเข้มของช่อดอกไม้ ซึ่งแขวนประดับอยู่ตามวิหารอาคารต่างๆ โดดเด่นตัดกับโทนสีขาวทองของสภาวะปกติ ช่วยเปลี่ยนบรรยากาศเรียบง่ายสบายตาของแดนสุขาวดีให้ดูสดใสและมีชีวิตชีวามากกว่าที่เคย

 


ท่วงทำนองแห่งความรื่นเริงถูกขับขานจนก้องผืนฟ้า ตั้งแต่เมืองเมฆชั้นต่ำสุดจนถึงวิหารเทพชั้นบน ล้วนแล้วแต่แซ่ซ้องยินดีกับการจุติของเทพยดาฮโยซองคนงาม ผู้คุมน่านฟ้าประจำทิศตะวันออก 


วิญญาณแต่ละดวงย่อมมีอายุขัยตามแต่กรรมที่เคยทำเมื่อมีชีวิตอยู่.. ทำกรรมดีไว้มากก็ได้อยู่นานในชั้นเทวดาที่สูงขึ้น ทำกรรมดีไว้น้อยหน่อยก็มีโอกาสได้ลิ้มรสชีวิตทิพย์แค่ไม่นาน เผลอเดี๋ยวเดียวก็ต้องลงไปเกิดใหม่บนโลกอีกแล้ว.. แต่กับเทวดาชั้นสูงที่ทำกรรมดีมากอย่างเทพและเทพยดา พวกเขามีชีวิตทิพย์ยืนยาวจนแทบจะเรียกได้ว่าเป็นอมตะ นานทีหลายหมื่นปีหนกว่าจะมีใครสักคนสิ้นอายุขัยและได้เวลาไปเกิด 


การไปเกิดของเทวดาทั่วไปก็แค่ให้สมุห์บัญชีอ่านชื่อจากรายงานม้วนทอง แล้ววิญญาณจะหายแวบไปตามเสียงเรียก แต่สำหรับเทวดาชั้นพิเศษแล้ว.. ขั้นตอนมันยุ่งยากกว่านั้นมาก พวกเขาต้องมีพิธีการยิ่งใหญ่ให้สมเกียรติ เรียกว่า “พิธีจุติ” เป็นพิธีการกึ่งอำลาและเลี้ยงส่งไปในตัว 


พิธีจุติจะจัดขึ้นที่ลานกลางเมืองเทพ ซึ่งเป็นที่ตั้งของประตูเชื่อมสวรรค์กับโลกมนุษย์ มีเพียงเทวดาตั้งแต่ระดับเจ้าหน้าที่ขึ้นไปเท่านั้นที่จะได้รับเชิญให้เข้าร่วมงาน 

จุนฮงเองก็เป็นหนึ่งในแขกผู้มีเกียรติของพิธีนี้ เด็กหนุ่มนั่งอยู่ใต้ปะรำพิธีในแถวหน้าสุด เคียงคู่กับฮันชานมิน ผู้เป็นรัฐมนตรีของเมืองเทพ ในสภาพที่ดูก็รู้ว่ากำลังเบื่อเต็มแก่ 

"อีกนานไหมกว่าพิธีจะเริ่ม" 

"ท่านฮโยซองกำลังเตรียมตัวอยู่ขอรับ" รัฐมนตรีเทพรายงาน "ท่านจุนฮงจะรับอาหารทิพย์ไหมขอรับ ภรรยาข้าว่างานนี้เชิญเชฟฝีมือดีจากแดนสนธยามาเชียวนะขอรับ รสแปลกแต่รสชาติดี"

จุนฮงปรายตามองคนพูดนิดหนึ่ง 

"ไม่ดีกว่า เราเกลียดพวกนั้น เหม็นจะแย่" อีกฝ่ายหน้าจืดไปสนิท หากคนพูดไม่สนใจแม้แต่จะมองปฏิกิริยานั้น ร่างโปร่งเพรียวลุกขึ้น สะบัดชุดคลุมทองสีสว่างของตนเอง ก่อนจะเอ่ยห้วนๆ

"เราจะไปหาพี่ฮโยซองล่ะ ขอบใจที่รับรอง"




 

 

นอกจากปะรำพิธีสำหรับรับรองแขกแล้ว ในพิธียังมีปะรำพิธีสำหรับเตรียมการอีกหลังหนึ่ง ซึ่งจอนฮโยซองกำลังเตรียมความพร้อมสำหรับพิธีในช่วงสุดท้ายอยู่ จุนฮงเดินดุ่มๆเข้ามา ทหารเฝ้าประตูก็เปิดทางให้แต่โดยดี เด็กหนุ่มจ้ำพรวดเข้ามาถึงห้องด้านในอย่างถือวิสาสะ เหล่านางฟ้ารับใช้ตกอกตกใจกันวี้ดว้าย หากหญิงสาวเจ้าของดวงหน้าสวยสดกลับยังนิ่งเฉย มีเพียงมุมปากเท่านั้นที่ยกยิ้มขึ้น 

"พี่ฮโยซอง.." 

"พวกเจ้าออกไปก่อน" เทพยดาประจำทิศตะวันออกโบกมือไล่สาวใช้ ซึ่งพากันวิ่งก้มหน้างุดๆออกไปตามคำสั่ง ก่อนจะหันมาเผชิญหน้ากับผู้บุกรุกหนุ่มน้อย

"ลมอะไรหอบมาถึงที่นี่ได้ล่ะ"

จุนฮงนั่งลงบนเก้าอี้ที่ตนเองเรียกขึ้นมาจากความว่างเปล่า 

"ข้าคิดถึงท่านพี่" คำพูดนั้นทำให้ฮโยซองยิ้มหวาน 

"ข้าก็จะคิดถึงเจ้า จุนฮงน้องรัก" 

เด็กหนุ่มงับริมฝีปาก.. พี่ฮโยซอง หนึ่งในผู้คุมน่านฟ้าทั้งสี่ เทพยดาระดับสูงซึ่งเขาใช้ชีวิตคลุกคลีด้วยมาตั้งแต่ตนเองยังแบเบาะ นับถือกันประหนึ่งพี่น้องแท้ๆ.. เป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่จุนฮงยอมรับให้อยู่ข้างกาย.. ไม่คิดไม่ฝันว่าวันหนึ่งจะต้องแยกจากกันในที่สุด 

อารมณ์แบบเด็กๆทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะโพล่งถามออกไป


"ท่านพี่.. ท่านไม่ไปไม่ได้หรือขอรับ" 


"เด็กเอ๋ยเด็กน้อย" หญิงสาวทอดเสียงอ่อนอย่างเอ็นดู ฮโยซองพินิจใบหน้าหวานโศกของผู้นับศักดิ์เป็นน้องชายด้วยความรู้สึกหลากหลาย "จุนฮง เจ้าก็รู้ว่าทุกชีวิตบนนี้ล้วนถูกลิขิตด้วยกรรมที่เคยทำไว้ทั้งนั้น นี่เป็นกรรมของข้า ข้าก็ต้องรับมัน จะหลีกหนีได้อย่างไร" 


นางเหลียวมองรอบกาย แม้จะอยู่กันเพียงภายในกระโจม แต่สายตาของฮโยซองกลับเหมือนมองเห็นไกลออกไป 


"อีกอย่าง ข้าก็อยู่ที่นี่นานเกินไปเสียแล้ว จะได้ออกไปเจอโลกใหม่ๆบ้างก็ควรต้องดีใจไม่ใช่หรือ.. เจ้าเองเป็นน้องชายข้าก็ย่อมต้องยินดีด้วย มัวแต่ร้องไห้อยู่แบบนี้ใช้ได้ที่ไหนกัน"

"..ก็ข้าคิดถึงท่านพี่" เด็กน้อยของฮโยซองว่า น้ำตาคลอรื้นจนหน่วยตาสวยแดงก่ำ 

หญิงสาวมองเทพน้อยผมสีทับทิมอยู่ชั่วอึดใจ ก่อนจะลุกขึ้น แล้วเรียกบางอย่างเข้ามาในมือ

"เจ้าคิดถึงข้าก็ดี อย่างน้อยข้าจะได้อุ่นใจว่าแม้ข้าจะไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว แต่ตัวตนของจอนฮโยซองคนนี้จะยังคงอยู่ตลอดไป" นางก้าวเขามายื่นของในมือให้เขา มันหายแวบกลายเป็นแสง ก่อนจะปรากฏขึ้นอีกทีเป็นสายสร้อยเส้นยาว ประดับจี้คริสตัลแกะสลักเป็นรูปหงส์ทรงสง่า สวมอยู่รอบคอระหงของจุนฮงเสียแล้ว "สร้อยคอนี่ข้าให้เจ้า วันหนึ่งข้างหน้าที่เราได้พบกันอีก ถ้าข้าเห็นมัน ข้าจะได้จำเจ้าน้องชายขี้แยของข้าได้ทันที"

เด็กหนุ่มสะอื้นเบาๆ "ขี้โกงนี่ ท่านพี่จำข้าได้เพราะข้าสวมสร้อยเส้นนี้ แต่ข้าที่ไม่มีอะไรเลยเล่า จะจำท่านพี่ได้อย่างไร"

"ง่ายเสียอีก ข้าก็ใช้ชื่อเดิมอย่างไรเล่า" น้ำเสียงออกจะขบขัน "ต่อให้เกิดที่เหนือ ใต้ ออก หรือตก ข้าก็จะใช้ชื่อฮโยซองอย่างนี้ จุนฮงจะได้จำข้าได้ถ้าเราพบกัน เจ้าว่าดีไหม"

"ดีขอรับ ดี" ร่างโปร่งเพรียวรีบพยักหน้ารับคำ "ท่านพี่สัญญาแล้วนะ"

"ได้ ข้าสัญญา"


จุนฮงปาดน้ำตาสุดท้ายทิ้ง เช็ดถูใบหน้าจนแก้มขาวแดงปลั่ง ฮโยซองยิ้มให้กับภาพนั้น นางรักจุนฮงมากเท่าที่พี่สาวคนหนึ่งจะรักน้องชายตัวเองได้ ดังนั้นจึงอดกังวลลึกๆในใจไม่ได้กับหนทางข้างหน้าของเด็กน้อยที่จะไม่มีนางเคียงข้างอีกต่อไป


แต่ทางเดินของนางคงสิ้นสุดแค่นี้ นางจำต้องเลี้ยวไปยังถนนอีกเส้นหนึ่งซึ่งไม่มีวันกลับมาบรรจบกับที่นี่ได้อีก นางเพียงแต่หวังว่าเมื่อนางมองมาจากถนนเส้นนั้นด้วยความปรารถนาดี ก็ จะได้เห็นภาพเด็กน้อยของตนกำลังมีความสุข.. เท่านั้นเองคือทั้งหมดที่ต้องการ

"ฮโยซอง เตรียมตัวเสร็จแล้วหรือยัง"

เสียงฝีเทัาหนักๆดึงนางออกจากห้วงอารมณ์อาวรณ์ และเพียงเงยหน้าขึ้น ร่างสูงสง่าของเทพหนุ่มสององค์ก็ยืนอยู่ต่อหน้า

ผู้ถามนางเป็นบุรุษผิวขาว หน้าตาคมคาย.. ผู้ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเทพที่บรรดาเทพยดาและนางฟ้าทั้งชั้นสวรรค์ต่างหมายปอง.. คิมฮิมชาน เทพผู้คุมน่านฟ้าทิศเหนือ

และที่ยืนทำหน้าบอกบุญไม่รับอยู่ข้างกันนั้นก็คือจองแดฮยอน เทพผู้คุมน่านฟ้าทิศตะวันตก.. เห็นทีเจ้าของใบหน้าน่ารักจะถูกคนตัวสูงกว่าข้างกายนั้นแกล้งเอาอีกแล้วกระมัง ถึงได้มีท่าทีเสียอารมณ์ผิดธรรมดาเช่นนี้

"พิธีจะเริ่มแล้วหรือ" ฮโยซองถาม คาดว่าชายหนุ่มคงถูกผู้ดูแลพิธีใชัให้มาตามนางเป็นแน่ คงกังวลว่าจะเกิดข้อติดขัดอะไร เพราะเห็นนางเก็บตัวอยู่ในห้องเตรียมตัวนานเกินจำเป็น

"จวนแล้ว" ฮิมชานตอบ ก่อนจะชะงักไปอย่างแปลกใจเมื่อสังเกตเห็นอีกบุคคลหนึ่งในห้อง ซึ่งความจริงแล้วไม่น่าจะอยู่ที่นี่ "อ้าว จุนฮง.. มาลาพี่ฮโยซองล่ะสิ ใช่ไหม"

"ขอรับ ท่านพี่แดฮยอน ท่านพี่ฮิมชาน" จุนฮงก้มศีรษะ ทั้งรับคำและเพื่อทักทายเทพอีกฝ่ายที่ตนนับถือเป็นพี่น้อง เช่นเดียวกับที่นับถือฮโยซอง

นัยน์ตากลมโตปราดมองรอบกาย หงส์ตะวันออก สายลมเหนือ และดอกไม้ตะวันตก.. ผู้กุมอำนาจแห่งน่านฟ้าทั้งสามอยู่พร้อมหน้ากันที่นี่.. แล้วภูผาทิศใต้.. ผู้คุมอีกน่านฟ้าหนึ่งล่ะ อยู่ที่ใด

"ท่านพี่ยองแจไม่มาด้วยหรือขอรับ" 

ฮิมชานนิ่วหน้า

"ไม่ใช่เรื่องของน่านฟ้า ข้าถูกใช้งานส่วนตัวให้มาตามยายนี่" เขาชี้ไปที่เทพยดาสาว ซึ่งยิงฟันให้ทันทีที่ได้ยินคำไม่รื่นหู "ส่วนยองแจไม่ได้มาด้วย เจ้านั่นกำลังยุ่งๆกับการดูแลแขกพิเศษจากแดนสนธยาอยู่ เห็นว่ารายนี้เอาเรื่องน่าดู" 

"ส่วนข้าเองไม่มีหน้าที่อะไร แต่ถูกเจ้านี่กวนประสาทและบังคับให้ติดสอยห้อยตามมาด้วย” แดฮยอนที่เงียบเฉยอยู่นานพูดแทรกขึ้น ปรายตามองคนข้างกายอย่างไม่สบอารมณ์

“เจ้าทั้งคู่ปลอดภัยก็ดีแล้ว ข้าจะได้วางใจว่างานจะได้เริ่มตามกำหนดที่ควรจะเป็น" มือบางวางลงบนไหล่ของเทพผู้มีอายุน้อยที่สุดในห้อง "ข้างนอกเองก็กำลังตามหาเจ้าจนวุ่นไปหมดเหมือนกัน ถึงจะไม่ใช่ตัวเอกของงาน แต่เจ้าชายองค์เดียวของเมืองเทพจู่ๆมาหายตัวไปแบบนี้ ป่านนี้ประธานในพิธีคงกำลังร้องไห้เสียขวัญ กลัวจะถูกตัดสินโทษข้อหารับรองท่านชายให้พอพระทัยไม่ได้อยู่กระมัง"

"ข้าบอกท่านรัฐมนตรีแล้วว่าจะมาหาท่านพี่ฮโยซอง”

“ท่านรัฐมนตรีกำลังรับรองแขกต่างเมืองกับยองแจอยู่ ผละจากเจ้าแล้วคงไม่ทันได้แจ้งเรื่องกับคนอื่น” ดอกไม้แห่งทิศตะวันออกว่า ก่อนจะตัดบท “ถ้าอย่างไรเจ้าออกไปก่อนได้ไหม ที่ตามหากันอยู่ เห็นว่าประธานอยากให้เจ้าแวะไปทักทายเจ้าชายจากแดนสนธยานั่นด้วย คงอยากให้ผูกมิตรกันไว้แต่เนิ่นๆ” ดวงตาเรียวคมลอบสบกับดวงตาอีกสองคู่ของผู้มีวัยวุฒิอย่างรู้กัน “ส่วนข้ากับฮิมชานจะขออยู่คุยกับฮโยซองต่ออีกหน่อย ตามประสาเพื่อนร่วมงานเขาล่ำลากัน.. ฝากเจ้าบอกประธานว่าข้าสองคนจะตามไปทีหลังด้วยก็แล้วกัน”

พี่ชายถึงกับเอ่ยปากขอร้องตรงๆอย่างนี้ จะให้จุนฮงยังดื้อฝืนได้อย่างไรไหว เด็กหนุ่มค้อมศีรษะให้กับบุคคลทั้งสามในห้องอีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยลาอย่างมีมารยาทแล้วจากไปตามที่แดฮยอนต้องการ.. ร่างบอบบางบางในชุดเครื่องแบบเทพชั้นสูงเต็มยศมองตามเจ้าชายน้อยของปวงเทพไปจนลับสายตา

“เจ้าให้สร้อยจุนฮง” เสียงทุ้มต่ำของฮิมชานเหมือนจะกล่าวโทษ แดฮยอนหันกลับมามองหญิงสาวซึ่งมีสีหน้าสบายๆ ราวกับไม่รู้ตัวว่าตนเองทำผิดอะไร

“น้องคิดถึงข้า ข้าก็แค่ให้ของที่ระลึกไว้เท่านั้น”

“นั่นไม่ใช่แค่ของที่ระลึกฮโยซอง เจ้าเองก็รู้อยู่แก่ใจ” แดฮยอนว่า เรียกเก้าอี้อีกตัวขึ้นมานั่งข้างๆกันกับเก้าอี้ตัวเดิมของจุนฮง ซึ่งถูกฮิมชานยึดครองไปเรียบร้อยแล้ว ”จี้หงส์นั่นบรรจุอำนาจของผู้คุมน่านฟ้าทิศตะวันตกไว้ ความจริงเจ้าต้องมอบมันให้พวกเราสามคนที่เหลือเพื่อให้ออกค้นหาเจ้าของตำแหน่งคนถัดไป ไม่ใช่มอบให้ใครก็ได้ตามใจชอบอย่างนี้.. ซ้ำยังเป็นถึงเจ้าชายของราชวงศ์เทพด้วย.. คราวนี้ไม่ใช่แค่พวกข้าสามคนแล้วนะฮโยซอง แต่เจ้ากำลังจะทำให้ทั้งเมืองสวรรค์วุ่นวาย”

หญิงสาวยิ้มรับอย่างอ่อนแรง ถ้อยคำกล่าวหาของเทพหนุ่มไม่ได้ทำให้นางเจ็บปวดหรือรู้สึกอะไร เพียงแต่สิ่งที่นางกำลังจะพูดต่อไปนี้ต่างหาก ที่ทำให้หัวใจนางอ่อนแอ

“แดฮยอน ฮิมชาน.. พวกเจ้าเคยเห็นข้าทำนายเรื่องต่างๆผิดพลาดบ้างหรือไม่”

เทพชั้นสูงเกือบทุกตนจะมีพลังพิเศษส่วนตัวอยู่หนึ่งอย่างที่แตกต่างกันออกไปตามพื้นฐานชีวิตครั้งเก่าและธาตุของแต่ละคน สำหรับจอนฮโยซอง พลังพิเศษของนางหงส์แห่งเมืองเทพคือสายตาที่กว้างไกลไม่มีสิ้นสุด.. หญิงสาวมองเห็นอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของทุกสิ่งอย่าง บางครั้งเห็นมาก บางครั้งเห็นน้อย แต่ทุกครั้งล้วนแต่เป็นข้อเท็จจริงซึ่งไม่มีทางผิดพลาด.. เหมือนกับที่แดฮยอนมีอำนาจสื่อสารกับจิตวิญญาณสรรพสิ่ง และฮิมชานมีพลังควบคุมดินฟ้าอากาศนั่นอย่างไร

“ข้าเห็นเด็กคนนั้น.. ชะตาของเขาผูกอยู่กับทิศตะวันออก ซึ่งข้าเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าอย่างไร และทำไมจึงเป็นเช่นนั้น.. แต่เขาจะลำบากมาก จะต้องตกอยู่ในสถานการณ์บางอย่างที่อาจอันตรายถึงชีวิต.. พวกเจ้าเองก็รู้.. หนทางของจุนฮงไม่ปกติมาตั้งแต่ต้น และนี่จะเป็นบททดสอบครั้งสำคัญที่จะพิสูจน์ว่าเขาใช่ ผู้ที่คู่ควรหรือไม่” มือเรียวบางประสานไว้ด้วยกันบนหน้าตัก ขณะที่เล่าต่อ

“เราไม่ได้รับอนุญาตให้ช่วยเหลือ อาจทำได้เพียงเฝ้ามอง.. แต่ข้าทนไม่ได้ เมื่อเห็นทุกอย่างขนาดนี้แล้วจะให้แกล้งทำเป็นอยู่เฉยได้อย่างไร.. ถึงข้าจะไม่อยู่แล้ว แต่สร้อยนั่นมีพลังของหงส์ตะวันออกซึ่งเป็นผู้ครองถิ่น อย่างน้อยถ้าเขายังสวมติดตัวไว้ ต่อให้เจอเรื่องร้ายอย่างไรก็คงมีส่วนหนึ่งของข้าคอยคุ้มครอง” 


“บอกว่าไม่ได้รับอนุญาตให้ช่วยเหลือ แต่เจ้าก็สอดมือเข้าไปแล้วนี่”

“ข้าอยู่ที่นี่อีกแค่ลมหายใจเดียวเท่านั้น จะต้องกลัวอะไร” หญิงสาวไหวไหล่อย่างไม่ใส่ใจ “แต่กับพวกเจ้ามันไม่ใช่ เจ้าสองคน.. รวมทั้งยูยองแจด้วย ยังต้องอยู่ที่นี่อีกนานทีเดียว” ..นางโน้มตัวเข้ามากลางวง “..แต่ข้ายังไว้ใจพวกเจ้าได้ ใช่หรือไม่”

ฮิมชานยกยิ้ม “บนนี้มันน่าเบื่อ มองไปทางไหนก็เห็นแต่สีขาวและความดีงามสะอาดตา.. ข้าอยู่อย่างนี้มานานเกินไปแล้ว ถ้าได้กลับไปใช้ชีวิตที่มีแสงสีบ้างก็คงจะดี”

ส่วนแดฮยอนก็ตอบเพียง

“จุนฮงเป็นน้องชายของข้า.. ถ้าเป็นยองแจก็คงพูดอย่างนี้ แต่ตัวข้าเองก็คิดไม่ต่างกัน” ใช่ วาจาห้วนสั้น แต่หนักแน่นและจริงใจที่สุดคือเอกลักษณ์ของบุรุษผู้นั้น ถ้าเทพผู้ชาญฉลาดและเงียบขรึมอย่างภูผาแห่งทิศใต้อยู่ร่วม ณ สถานการณ์นี้ด้วยกัน เขาก็คงพูดกับนางเช่นนี้แน่ ไม่มีผิดเพี้ยน 

รู้สึกถึงหยาดน้ำอุ่นร้อนที่ปลายตา.. หญิงสาวกะพริบไล่มันออกไป นางยังวางใจพี่ชายทั้งสามของจุนฮงได้อยู่ใช่ไหม.. ในเมื่อก็รู้อยู่ว่าพวกเขาเองก็ทั้งรักและห่วงใยน้องน้อยของนางไม่ต่างกัน


“ข้าฝากพวกเจ้าช่วยดูแลน้องเล็กของเราด้วย”


คำฝากฝังครั้งสุดท้ายของฮโยซองปกคลุมบรรยากาศทั่วทั้งห้องนานอยู่หลายอึดใจ ไม่มีใครเอ่ยปากพูดอะไร มีเพียงสายตาเท่านั้นที่ให้คำมั่นสัญญาอย่างเข้าใจกัน.. เทพยดาสาวคลี่ยิ้มบาง ความกังวลในใจคลายไปหลายส่วนเพียงแค่ได้คำรับรองแข็งขันจากบุคคลที่เชื่อใจ


ร่างบอบบางเปลี่ยนสีหน้าให้สดใสขึ้นในฉับพลัน หยัดกายขึ้นเต็มความสูง ก่อนจะก้าวนำบุคคลที่เหลือให้ออกจากห้องเตรียมตัว


“ไปกันเถอะ ได้เวลาแล้ว”


นางเรียกเพื่อนอีกสองคนให้ลุกตาม เก้าอี้สองตัวหายวับกลายเป็นความว่างเปล่า.. จองแดฮยอนขยับจัดชุดคลุมสีทองอร่ามของตนให้เข้าที่ทาง ก่อนจะเหลือบตามองเจ้าของงานคนสวย


“มันกำลังจะเริ่มแล้วใช่ไหม” เทพหนุ่มถาม


หญิงสาวในชุดกระโปรงสีขาวยาวกรอมเท้าตอบทั้งที่ไม่ได้หันกลับมา.. โบกมือไล่เก้าอี้ของตนและชุดคลุมสีทองที่วางพาดทิ้งไว้อยู่ให้สลายกลายเป็นหมอกควัน


“ยังเพิ่งแค่บทแรกเท่านั้นเอง”

 






เจ้าแขกจากแดนสนธยานั่นแสบอย่างที่ท่านพี่ฮิมชานว่าไว้จริงๆด้วย


จุนฮงพ่นลมหายใจอย่างไม่สบอารมณ์ เช็ดมือเข้ากับชายกางเกงขายาวอย่างรังเกียจ.. ลูกชายคนเล็กของแม่ทัพแห่งแดนคนบาป มุนจงออบ ถูกส่งตัวมาร่วมพิธีการจุติของท่านพี่ฮโยซอง ในฐานะทูตไมตรีน่ะหรือ? หน้าร้ายๆ ตาเล็กเฉียงชี้ขึ้นแบบนี้ แค่ดูก็รู้ว่าตั้งใจมาป่วนมากกว่าผูกสัมพันธ์เห็นๆ มีอย่างที่ไหนเอาแต่ใจใช้ท่านพี่ยองแจให้รับรองโน่นนี่ให้ยิ่งกว่าข้าทาสบริวาร จุนฮงเห็นภูผาทิศใต้ได้แต่กัดฟันกรอด ก้มหน้าก้มตารับคำสั่ง แล้วก็นึกสงสาร.. หากหน้าที่ก็ค้ำคอให้เขาได้แต่ฝืนฉีกยิ้มให้แขกพิเศษจากแดนไกล ทั้งที่สายตามองกันก็เข้าใจว่าต่างฝ่ายต่างก็ไม่คิดจะญาติดีกันตั้งแต่แรกอยู่แล้ว


ถ้าไม่ใช่เพราะประธานในพิธีขอร้องแกมบังคับมา และไม่ใช่เพราะสงสารท่านพี่ยองแจที่วิ่งวุ่นจนหัวปั่น จุนฮงก็คงไม่ยอมไปยืนยิ้มเจื่อนๆให้อีกฝ่ายพูดจาเชือดเฉือนน้ำใจเล่นอย่างนั้น


มุนจงออบติแดนสวรรค์ทุกอย่าง ทั้งเรื่องอากาศที่เย็นเกินไปจนพาลจะไม่สบายขึ้นมา (“แดนโลกันตร์น่ะอากาศอบอุ่นกว่านี้เยอะเลยนะ อย่างกับเกาะพักร้อนของพวกมนุษย์แน่ะ”) สภาพบ้านเมืองที่จืดชืดเกินไป (“ที่บ้านข้าอาคารทุกหลังเป็นสีแดงไม่ก็ดำทั้งนั้นแหละ สีขาวแบบนี้ไม่มีใครเขาใช้กัน มันสามัญแล้วก็ไม่มีจินตนาการ”)


กระทั่งอาหารทิพย์รสเลิศ ที่ใช้ฝีมือเชฟจากดินแดนตนเองก็ยังติ (“อ้อ เชฟคนนี้ดังมากเหมือนกันที่โน่น.. แต่พอมาทำให้ที่นี่แล้วฝีมือตกอย่างนี้เลยหรือ กลับไปอย่าได้ริทำรสหวานเลี่ยนแบบนี้ออกมาเชียวนะ เดี๋ยวจะตกงานเอา”) และอีกสารพัดสารเพที่จะหาเรื่องติได้


แรกๆจุนฮงก็ยืนฟังอยู่เฉยๆหรอก แต่พอเจ้าแขกพิเศษนั่นติไม่หยุด หลังๆเขาก็ชักเริ่มทนไม่ไหว ยองแจเองก็เหมือนจะเห็นจะเข้าใจ เลยช่วยหาข้ออ้างว่าเจ้าชายต้องไปนั่งเป็นเกียรติในพิธีที่กำลังจะเริ่ม ให้ได้หลบฉากออกมา


หนีจากพวกนั้นได้แล้ว จุนฮงก็ไม่คิดจะกลับไปเผชิญหน้าอีก และแทนที่จะย้อนเข้าไปในพิธี เด็กหนุ่มกลับเลือกที่จะหลบมุมมามองดูทุกอย่างอยู่ที่ไกลๆอย่างนี้แทน


ช่างปะไรถ้าใครจะค่อนขอดว่าเจ้าชายแห่งเมืองเทพหมิ่นเกียรติตนเองด้วยการหนีงานใหญ่ประจำปี ไม่รักษาหน้าที่ที่พึงกระทำ.. ดีกว่าต้องไปอยู่แถวหน้า ฝืนนั่งมองพี่สาวที่รักอย่างคนในครอบครัวแท้ๆหายไปต่อหน้าต่อตา


จุนฮงแน่ใจว่าเมื่อถึงฉากนั้นเขาคงไม่อาจห้ามตัวเองไม่ให้ร่ำไห้ได้ และมันน่าจะดีกว่าถ้าประชาชนจะไม่ต้องเห็นภาพราชวงศ์ที่ควรจะสง่างามอยู่เสมอ หลั่งน้ำตาฟูมฟายให้กับผู้หญิงเพียงคนเดียวที่ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกันโดยแท้จริง อย่างเด็กไม่รู้จักโต


มองจากบนหอคอยที่เขากำลังยืนอยู่นี้ วงแหวนเวทย์สีทองเบื้องล่างกำลังเปล่งประกายสว่างจ้า นัยน์ตาคู่สวยหรี่มองภาพหญิงสาวในชุดขาวบริสุทธิ์ที่กำลังเยื้องย่างเข้ามาสู่ช่วงที่เรียกได้ว่าเป็น หัวใจหลัก ของพิธีการ


พิธีเปิดสวรรค์เป็นช่วงที่สำคัญที่สุดในพิธีการจุติ ประธานจะเชิญเทพระดับสูงจำนวนสิบสองคนมาร่วมร่ายวงแหวนเวทมนตร์สำหรับทำการเปิดสวรรค์เป็นกรณีพิเศษ เป็นการสร้างทางเชื่อมระหว่างสวรรค์กับโลกมนุษย์ ให้ดวงวิญญาณของเทพซึ่งสิ้นอายุขัยได้ใช้เป็นทางผ่านในการลงไปเกิดใหม่


การเปิดสวรรค์อย่างนี้จะต่างกับเวลาเปิดสวรรค์แบบปกติที่ทำกันปีละครั้ง ในช่วงรับวิญญาณใหม่ประจำปี.. ในวงแหวนเวทย์ที่วาดไว้จะเปิดโล่งให้เห็นลงไปถึงโลกมนุษย์ข้างล่าง เห็นถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่ทวยเทพต่างก็ลืมเลือนไปนานเต็มทีว่าครั้งหนึ่งตนก็เคยเป็นส่วนหนึ่งของมัน


เป็นช่วงเวลาสั้นๆ ที่เทวดาทั้งหลายจะได้รับอนุญาตให้เข้าถึงความทรงจำก่อนตาย ซึ่งในยามปกติจะถูกปิดตายไว้เป็นของต้องห้าม.. ความทรงจำครั้งเก่ามีทั้งสุข ทั้งทุกข์ ทั้งน่ายินดี และปวดร้าว.. ความอยากรู้อยากเห็นคือตัณหาพื้นฐานของมนุษย์ แม้ในยามสิ้นลมหายใจและกลายเป็นเพียงดวงจิตเบาบาง หลายคนก็ยังอาจทำใจละไม่ได้.. จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ ที่เมื่อมองลงไปแล้ว เจ้าชายหนุ่มจะเห็นร่างของเทพน้อยใหญ่ยืนออกันอยู่แน่นขนัดรอบลานพิธี 


จุดขาวเล็กๆค่อยๆเคลื่อนสู่ใจกลางลานกว้าง.. จอนฮโยซองอยู่ในชุดเครื่องแบบเทพยดาชั้นสูงเกือบเต็มยศ ขาดเพียงแค่ชุดคลุมสีทองบอกระดับศักดิ์สูงสุด ซึ่งนางคงถอดและทำลายทิ้งไปแล้ว ตามกฎของการจุติใหม่ที่บังคับให้ต้องทิ้งชีวิตและความทรงจำเมื่อครั้งอยู่ในโลกวิญญาณทั้งหมด


จุนฮงที่เฝ้าดูอยู่อดใจหายไม่ได้.. ไม่น่าเชื่อเลยว่าอีกเพียงไม่กี่อึดใจเท่านั้น ชื่อของจอนฮโยซอง หงส์ขาวแห่งทิศตะวันออก ก็จะกลายเป็นเพียงเรื่องเล่าขานในบันทึกประวัติศาสตร์ของเมืองเทพ.. โลกเบื้องล่างเป็นอย่างไร เขาก็รู้แค่เท่าที่เคยอ่านจากหนังสือในหอสมุดกลางว่ามันโหดร้ายทารุณ เต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว และหลายสิ่งหลายอย่างที่ไม่น่าอภิรมย์.. เด็กหนุ่มได้แต่ภาวนาให้พี่สาวของตนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ไม่ต้องถึงกับเทียมเท่าตอนที่อยู่บนนี้ก็ได้ แต่ขอแค่ไม่ต้องลำบากเหมือนใครที่เขาเคยอ่านเจอในหนังสือรายงานสภาพสงครามของโลกมนุษย์ก็พอ


เสียงบทสวดประสานดนตรีอวยพรยินดีดังขึ้นมาจนได้ยินถึงหอคอยชั้นสูงสุดที่ร่างเพรียวยืนอยู่นี่ วงแหวนเวทเริ่มสำแดงฤทธิ์เดชจนแสบตา จุนฮงเหมือนเห็นเงาลางๆของผืนป่า สายธาร และบ้านเรือน ซ้อนเข้ามาในวงแหวนที่เทพยดาสาวกำลังทำพิธีอยู่


ออร่าสีทองแผดจ้าขึ้นเรื่อยๆ เด็กหนุ่มรู้สึกถึงอาการปวดจี๊ดที่ศีรษะขึ้นมาโดยไร้สาเหตุ จนต้องท้าวแขนกับขอบราวกั้นเพื่อพักหอบหายใจ เขาหยีตาจนแทบปิด ไม่ทันเห็นสร้อยหงส์บนลำคอเปล่งแสงวาบราวกับตอบรับเวทมนตร์เบื้องล่าง


และเมื่อเสียงบทสวดกระหึ่มขึ้นจนถึงขีดสุด ชั่ววินาทีที่แสงของพลังเวทย์สว่างจ้าและหายวับไปพร้อมกับร่างบอบบางของเทพยดาที่ลงไปจุติยังโลกมนุษย์นั้น.. เหนือขึ้นไปจากลานกว้างซึ่งใช้ในการทำพิธี.. บนชั้นสูงสุดของหอคอยกลางเมือง.. ที่เคยรองรับร่างของเด็กหนุ่มชุดขาวผู้เป็นเหมือนดั่งดวงใจของเมืองสวรรค์.. ก็ว่างเปล่า ไม่มีแม้แต่เงาใครให้เห็น.. เช่นเดียวกัน

 

 

 

 




TBC

 

 

 

 

 

Comment

Comment:

Tweet

อ้าวเฮ้ยยยยย น้องจูของพี่หายไปไหน O_o
เป็นฟิกออกแนวแฟรี่เทล อ่านไปต้องจิ้นถึงฉากเทพนิยายกรีกไป อลังมากค่ะตึกรามบ้านช่อง พี่กลอยบรรยายได้เห็นแสงวิบวับแสบตาของแดนเทพจริงๆ
ตายละ มุนจงออบ ทำไมเธอเอาแต่ใจเยี่ยงนี้ 555+ ว่าแต่เรื่องนี้ตี๋มุนจะมีคู่มั้ยคะ? หรือโหล่มาเป็นหนูมุนคนบาปเฉยๆ 55+
แล้วคือนี่น้องจูลงไปจะไปเจออะไรคะ จะไปเจอกับพี่ยงกุกอ๊ะป่าว ฟิกพี่กลอยต้องอ่านแบบใจเย็นๆ ตอนต่อไปคุณพระเอกจะโผล่ใช่มั้ยคะ ใช่มั้ยคะ ขอปังเจลมาหวานให้พู่เห็นหน่อยเถอะนะ หาอ่านยากเย็นจริงๆคู่นี้ TT
ที่สำคัญ เรื่องนี้พี่กลอยจะแต่งต่อใช่มั้ยคะ *เอามีดจี้คอ 
เป็นกำลังใจให้นะคะ >_< เข็นตอนสองมาไวๆ อยากเห็นคาแรคพี่บังจะแย่แล้วหงะ TT เอาแบบโหดๆหน่อยดีมั้ย แบบน้องฮงก็ดูเซี้ยวดื้อเอาแต่ใจไม่หยอก>_<

#2 By snowtears on 2013-10-05 22:33

เปิดเข้ามาเจอพอดี อัพได้ประมาณ 5 นาที
ชอบฟิคเเนวนี้มากค่ะ -////-
สู้ๆนะคะไรท์

แล้วโล่ลงไปที่โลกกับฮโยซองใช่มั๊ย ?!!

#1 By bpbz (27.130.216.20) on 2013-10-05 16:25