Chapter 04

 

 

 

กลับถึงบ้านพัก ชายหนุ่มก็ตรงเข้าคว้าโทรศัพท์มือถือที่ชาร์จทิ้งไว้ก่อนเป็นอย่างแรก ไล่ค้นประวัติการโทรเข้าโทรออก แล้วต่อสายหากานต์อย่างรวดเร็ว

 

ปลายทางรับสายด้วยคำทักงัวเงียที่จับได้ถึงเค้าความไม่พอใจเล็กน้อยในน้ำเสียง ในวันหยุดปกติเพื่อนสนิทของเขาจะตื่นสักเที่ยงเป็นอย่างน้อย เพราะฉะนั้นเวลาเก้าโมงกว่าอย่างนี้ก็เลยยังถือว่าเป็นเวลาพักผ่อนของคุณหนูคนโตบ้านพิทักษ์ไพบูลย์อยู่ เสียงโทรศัพท์จากยองแจจึงเป็นเหมือนนาฬิกาปลุกที่ดังผิดเวลาน่ารำคาญ

 

หากคนต้นสายไม่สนใจ.. กานต์ลืมจองห้องให้เขา ทั้งที่ตกลงเป็นมั่นเหมาะว่าจะดูแลเรื่องนี้ให้ ชายหนุ่มไพล่โทษไปถึงความเจ้ากี้เจ้าการของเพื่อนที่ยุยงให้เขาขึ้นเหนือมาตามหาแรงบันดาลใจ.. เจอแต่แรงรำคาญใจเสียละไม่ว่า.. เขาคิดอย่างหงุดหงิด ลืมไปเสียสนิทว่าตนเองก็มีส่วนผิดที่ยุขึ้นง่ายเสียด้วย

 

ช่างภาพหนุ่มย้ำเหตุผลของตัวเองอย่างหนักแน่น เขาเชื่อว่ากานต์เป็นเจ้าของปัญหานี้ ดังนั้น ยองแจจึงยัดอารมณ์เสียๆที่ยังตกค้างอยู่จากสถานการณ์เมื่อครู่เข้าใส่เพื่อนสนิททันที่ทีได้โอกาส โดยไม่รอถามความสมัครใจของเจ้าตัวก่อนแม้แต่น้อย

 

"ไอ้กานต์! แขกมึงนี่นะ เล่นซะกูแทบอยากเอาหัวมุดชามข้าวต้มหนีแต่เช้า"

 

เขาได้ยินเสียงหาวหวอดของอีกฝ่ายลอดมาตามสาย ก่อนจะตามมาด้วยคำถามที่ถึงแม้น้ำเสียงจะงัวเงียอยู่บ้าง แต่เนื้อความก็แสดงถึงความอยากรู้อยากเห็นเต็มแก่.. ดูท่าว่าเพื่อนสนิทคงจะเริ่มตื่นแล้ว แต่ไม่ใช่แค่ทางกายภาพ.. ประโยคกึ่งโทษกึ่งฟ้องเมื่อครู่ของยองแจไม่ได้ปลุกได้แค่ความตื่นตัวของกันตธรเท่านั้นหรอก หากยังปลุกต่อมสอดรู้ของมันขึ้นมาด้วย

 

ไม่ต้องอาศัยโปรแกรมเฟสไทม์ หรือแม้แต่สไกป์ ยองแจก็พอนึกภาพออกว่าตอนนี้อีกฝ่ายคงกำลังยิ้มเผล่ ตาเป็นประกายวิบๆเพราะนึกสนุกเต็มแก่อยู่เป็นแน่

 

"คนที่เอาเสียมฟาดมึงเมื่อคืนน่ะนะ"

 

เมื่อวานพอแยกจากแดฮยอนแล้วเขาก็กลับมาที่รีเซปชั่น พอดีกับที่พนักงานเคาท์เตอร์เข้ามาแจ้งว่าป๋าต่อสายเข้ามาจัดการเรื่องที่พักให้ แต่ต้องขอรบกวนให้นั่งรอกุญแจสักครู่ เขาก็เลยโทรศัพท์หาเพื่อน เล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟังเป็นการฆ่าเวลา.. ไม่ยักรู้ว่ามันจะจำได้แม้แต่รายละเอียดเล็กๆน้อยๆอย่างใครเอาอะไรที่เขาอย่างนี้ ถ้ามันหัดหัวดีแบบนี้กับเรื่องอื่นบ้างก็คงจะดี อย่างน้อยจะได้ไม่ต้องคอยชะเง้อคอลอกข้อสอบเขาตลอดให้อาจารย์เขม่นจนหวิดจะโดนปรับตกกันทั้งคู่ตั้งหลายครั้ง

 

ยองแจกลอกตา

 

"เออ คนนั้นแหละ"

 

ปลายสายระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างเต็มที่ ถ้าเพื่อนสนิทยองแจเป็นผู้หญิง เสียงหัวเราะก็คงจะแหลมสูงแสบหูเหมือนตัวอิจฉาในละครหลังข่าว แต่กานต์ไม่ใช่ เขาเป็นผู้ชายตัวโต ถึงจะท่าทางเจ้าสำอาง แต่ก็มาดแมนเกินร้อย เสียงหัวเราะที่ดังลอดลำโพงโทรศัพท์ออกมาจึงทุ้มห้าว แต่ดังลั่นอย่างที่คนฟังเห็นว่าพลังทำลายล้างคงจะทะลุทะลวงไปได้ถึงแก้วหูชั้นใน

 

"ตลกเหี้ยอะไรครับมึง" ยองแจกดเสียงเข้ม "นี่กูพูดจริงนะ แขกมึงน่ะแสบมาก เมื่อเช้าเห็นหน้ากูปุ๊บก็แล่นเข้ามาหาเรื่องปั๊บ ตางี้ทั้งขวางทั้งเขียวปั๊ด ถ้าไม่ติดว่าช้อนแม่งเล็กไปตบหัวกูไม่สะใจเท่าเสียม พนันกันสิบต่อหนึ่งเลยว่าป่านนี้กูคงตายคาชามข้าวไปแล้ว ไม่ได้มานั่งคุยกับมึงอยู่อย่างนี้หรอก"

 

“มึงก็ไม่ยอมเขา” เพื่อนสนิทว่า เดาสถานการณ์ออกทะลุปรุโปร่ง “เขาหาเรื่องมึง แต่มึงก็ไม่ยอมเขา กูว่าเผลอๆมีกวนตีนสวนกลับไปชุดใหญ่แน่ แล้วกูเอาหัวกูเป็นประกันเลย.. หัวป๋าด้วยก็ได้เอ้า”

 

ยองแจสบถ

 

“มึงจะลากป๋าเข้ามายุ่งทำไม! กูยังไม่อยากตายเร็วนะโว้ย”

 

“..เออน่า ป๋าก็ป๋ากู กูแซวได้เขาไม่โกรธหรอก.. เออ กูเอาหัวกูกับหัวป๋าเป็นประกันเลยว่ามึงเป็นคนหย่อนระเบิดลูกสุดท้ายแล้วเดินหนีออกมา ทิ้งให้เขาหัวฟัดหัวเหวี่ยงอยู่คนเดียวแน่ๆ.. ใช่ไหม” คราวนี้คนถูกถามเงียบสนิท.. บางทียองแจก็อดคิดไม่ได้ว่าเพื่อนของเขาอาจจะสืบสายเลือดหมอดูทางในมาจากคนใดคนหนึ่งในครอบครัว หรือไม่ก็คงเคยเรียนวิชาจับยามสามตามาก่อน ถึงได้อ่านเรื่องราวทุกอย่างได้ถูกเผงราวกับตัวเองร่วมเป็นพยานอยู่ในเหตุการณ์ด้วยจริงๆ  

 

กันตธรหัวเราะหึหึ ลองยูยองแจเงียบไม่เถียง แต่ไม่แก้ตัวอะไร แสดงว่าที่ลองเดาไปคงถูกร้อยเปอร์เซ็นต์.. เป็นเพื่อนกันมาตั้งสี่ปี รู้ไส้รู้พุงมันหมดแหละว่าสันดานเป็นยังไง.. ยองแจมาบ่นมาเล่าให้ฟังว่าคุณคนนู้นทำยังโง้นยังงี้ยังงั้นใส่มันแค่ไหน เชื่อได้เลยว่ามันทำใส่เขากลับไปไม่น้อยกว่านั้นเหมือนกัน

 

“มึงนี่น้า..” เพื่อนทอดเสียงอ่อนเสียงหวานอย่างระอากึ่งเอ็นดู ขณะที่คนถูกเอ็นดูชักสีหน้าบึ้งจัด พ่นลมหายใจพรืด

 

“หยุดเลย ไม่ต้องมาทำเป็นสงสารกู ถ้าสงสารกูจริงมึงต้องช่วยจัดการเลย โทรหาพนักงานมึงหรือใครก็ได้ ให้เขาช่วยไปคุยให้ทีว่ากูเป็นแขกมึงจริงๆ ไม่ใช่ปาปารัซซี่หรือนักสอดแนมห่าเหวอะไรทั้งนั้น กูมาพักผ่อนนะมึง เจอแบบนี้เข้าบ่อยๆแทนที่จิตใจจะสงบ ลมปราณแม่งจะแตกซ่านเอา แรงบันดาลจงบันดาลใจอะไรนี่ไม่มีปัญญาหาหรอก อยากจะขังตัวเองไว้ในบ้านทั้งวัน กลัวออกไปข้างนอกแล้วเจอกันอีกจะเสียอารมณ์หมด”

 

“เออๆ เดี๋ยวกูบอกให้” กานต์รับปาก.. ถึงจะดูเหมือนแค่รับคำไปแกนๆอย่างเสียไม่ได้ หากยองแจก็รู้ว่าเพื่อนจะจัดการให้จริงแน่ ..ถ้ามันไม่ลืมล่ะก็นะ.. จึงค่อยผ่อนอารมณ์หงุดหงิดลงได้บ้าง

 

“ว่าแต่เขาเป็นอะไรเปล่าวะมึง” ปลายสายยังถามต่อ ความจริงกานต์ข้องใจมาตั้งแต่เมื่อวานที่เพื่อนโทรมาเล่าให้ฟังแล้ว.. คนธรรมดาไม่น่าจะกล้าตีคนที่ไม่รู้จักตั้งแต่แรกเจอขนาดนั้น แล้วก็ไม่น่าจะผูกใจฝังใจว่าอีกฝ่ายจะประสงค์ร้ายกับตัวอะไรขนาดนั้น.. เขาว่าเรื่องนี้มันต้องมีเบื้องหลังที่น่าสนใจแน่ๆ ชายหนุ่มค่อนข้างมั่นใจในประสิทธิภาพจมูกขี้เสือกของตนเอง เขาว่ากลิ่นตุๆของเรื่องนี้ไม่เบาเลย

 

“คือกูหมายถึงคนปกติ.. ถ้าไม่ได้เป็น OCD[๑] อ่อนๆก็ไม่น่าจะระแวงคนอื่นขนาดนั้น.. กูเข้าใจว่ามึงเป็นคนแปลกหน้าแถมยังไปด้อมๆมองๆแถวบ้านพักเขาตอนดึกๆดื่นๆอีก ก็น่าสงสัยอยู่ว่าจะเป็นพวกไม่หวังดี” กานต์ทำหูทวนลมต่อประโยคที่เพื่อนสวนมาว่า ‘ก็เพราะมึงไม่จองห้องให้แล้วเสือกไม่บอกกูไง’ แล้วพูดต่อ

 

“..แต่มึงก็บอกเขาดีๆแล้วนี่หว่าว่าไม่ใช่ ความจริง.. ที่นี่ก็เป็นรีสอร์ท เป็นที่พักสำหรับนักท่องเที่ยว คนแปลกหน้าแปลกตาก็ต้องมีเยอะอยู่แล้ว เขาควรจะยอมรับได้ง่ายๆว่าตัวเองเข้าใจผิด แต่นี่นอกจากจะไม่ยอมเชื่อแล้ว ยังดูท่าจะปักใจมากๆเลยด้วยว่ามึงเป็นปาปารัซซี่อะไรเทือกๆนั้น.. กูจำได้ มึงบอกว่าพอเขาเห็นกล้องก็ตาวาวขึ้นมาเลยใช่ไหม.. มึงว่ามันจะมีความเป็นไปได้ที่เขาจะเคยมีความหลังฝังใจอะไรกับคนถือกล้องหรือยังไงหรือเปล่าวะ กูฟังจากที่มึงเล่าแล้วก็รู้สึกว่าเขาดูเป็นคนมีปมยังไงไม่รู้”

 

ชายหนุ่มลองคิดตามที่เพื่อนวิเคราะห์ให้ฟังเป็นฉากๆแล้วก็นิ่วหน้า นิ้วเรียวเคาะโต๊ะเป็นจังหวะอย่างติดเป็นนิสัยประจำยามใช่ความคิด นึกทบทวนเหตุการณ์เมื่อครูในห้องอาหารอย่างละเอียดอีกครั้ง แล้วก็เผลอขมวดคิ้วไม่รู้ตัว

 

“เมื่อเช้า.. เขาบอกกูว่าเขาเป็นคนดัง แล้วกูก็คงพยายามเกาะติดเขาเพราะอยากจะได้รูปหลุดๆโง่ๆของเขาสักใบสองใบไปขายหาเงินใช้..”

 

“แล้วมึงก็ย้อนเขากลับไปว่าให้ผมถ่ายรูปหมายังจะหาเงินได้มากกว่าถ่ายรูปคุณเลยล่ะสิ” เพื่อนสนิทต่อประโยคที่ขาดไปให้อย่างรู้ทัน

 

“ไม่ใช่หมา” ช่างภาพมือสมัครเล่นแย้งทันควัน หากก็ทอดเสียงอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด..พอลองมาทบทวนดูอีกทีว่าทำอะไรลงไปบ้าง และเมื่อนึกถึงสีหน้าจืดเจื่อนของคนที่โดนเขาว่ากลับไปแล้ว ยองแจก็เริ่มคิดว่าตัวเองออกจะใจร้ายเกินไปหน่อย แล้วก็ชักเริ่มรู้สึกผิดขึ้นมาบ้างนิดๆเหมือนกัน

 

“..กูบอกไปว่าถ่ายรูปต้นไม้ใบหญ้าแถวนี้ยังขายได้ตังค์ดีกว่ารูปเขาต่างหาก”

 

“ยูยองแจ ไอ้คนปากแมว! ไอ้ลูกเจี๊ยบหัวหลิม! ไอ้เกาหลีพลัดถิ่นเอ๊ย!”

 

“เออๆ มึงไม่ต้องซ้ำ! กูสำนึกแล้ว” ยองแจตัดบท ก่อนที่ไอ้เพื่อนตัวดีมันจะได้ใจด่าเขาเพลินจนหูชา ชายหนุ่มยกมือขึ้นเสยผมที่ปรกหน้าลวกๆ ถอนหายใจอย่างกลัดกลุ้ม

 

“มาคิดอีกทีกูก็ว่ากูเหี้ยจริงว่ะ.. แต่เขาแม่งทำท่าแบบโอ้โหกูดังมาก อย่างนี้ใส่กู แล้วกูก็ไม่รู้จักเขาจริงๆอ่ะ.. มึงนึกออกไหม กูก็เลยแบบ.. เออ.. หมั่นไส้ไง ก็เลยเผลอปากหมาใส่ไป.. เออ.. ไม่ เขาก็คงเสียเซลฟ์น่าดูล่ะ กูเห็นหน้าเจื่อนไปเยอะเหมือนกัน” จะว่าสงสารก็สงสาร จะว่าขันก็ขัน.. ได้เห็นคนที่มักจะเชิดหน้ามองคนอื่นอย่างถือตัวหน้าเสียบ้าง ยองแจว่ามันก็ค่อนข้างช่วยบันเทิงอารมณ์ได้ดี  

 

คราวนี้เพื่อนเขาระบายลมหายใจตาม

 

“มึงนี่ทำซะกูอยากรู้เลยว่าเขาเป็นใคร”

 

“ไม่น่าดังจริงหรอกมึง กูไม่คุ้นหน้า ไม่รู้จักเลยจริงๆ”

 

“มึงไม่ต้องเอาตัวเองเป็นบรรทัดฐานเลยไอ้ห่า ฟังแต่เพลงฝรั่งกับเพลงอินดี้แท้ๆยังมีหน้ามาพูดมาก ทุกวันนี้มึงยังจำเนื้อเพลงชาติได้กูก็ว่าเก่งฉิบหายแล้ว” กันตธรบ่นขรม ก่อนจะถาม

 

“เขาชื่ออะไรวะ เดี๋ยวกูลองถามเกดดู เผื่อมันรู้จัก” ชายหนุ่มหมายถึงน้องสาวแท้ๆของตัวเอง ผู้ซึ่งหลงใหลในวงการบันเทิงเกาหลียิ่งกว่ากระต่ายหลงแครอท เกด หรือ การะเกด เป็นแฟนคลับตัวยงของหนุ่มๆไอดอลแบนด์หลายวง และความสนใจของเธอไม่ได้หยุดอยู่แค่ในวงแคบๆอย่างวงการเพลงป็อปเท่านั้น แต่สายตาของเธอยังเผื่อแผ่กว้างไกลไปถึงวงการซีรี่ย์ หนัง หรือแม้แต่พวกเพลงใต้ดินด้วย

 

กันตธรค่อนข้างมั่นใจในความติ่ง.. เอ่อ.. ความกว้างขวาง ของน้องสาวพอสมควร

 

พอเพื่อนถามแล้วยองแจก็เพิ่งนึกได้..

 

เขม่นหน้ากันจนมีเรื่องมาแล้วตั้งสองครั้ง ยังไม่มีใครถามชื่อใครเลย..

 

“เออ กูก็ไม่รู้เหมือนกันว่ะ” เขาสารภาพ ได้ยินเสียงจิ๊ปากอย่างขัดใจทีหนึ่ง กระนั้นกานต์ก็ยังยอมรับปากว่าจะช่วยเคลียร์ให้

 

“ไม่เป็นไร เดี๋ยวกูถามพวกพี่ที่รีเซปชั่นเอาเองก็ได้”

 

“ลูกชายเจ้าของรีสอร์ทออกปากเองอย่างนี้แล้วกูก็วางใจ”

 

“ลิเกฉิบหายเลยไอ้นี่” หนุ่มไทยบ่นอย่างไม่จริงจังนัก ขนลุกนิดๆกับรูปประโยคและศัพท์แสนโบราณของเพื่อน.. ยองแจเป็นคนเกาหลีแท้ๆที่เพิ่งมาเรียนในไทยแค่ช่วงมหาวิทยาลัย ตอนปีหนึ่งที่เพิ่งเจอกันใหม่ๆ แม้แต่คำง่ายๆอย่างคำว่าสบายดีกับขอบคุณ มันยังพูดสลับกันเลยด้วยซ้ำ ไม่น่าเชื่อว่าเวลาแค่สี่ปีจะเปลี่ยนกะเหรี่ยงคนหนึ่งให้กลายเป็นอาจารย์สอนภาษาไทยดีเด่นไปได้ ต้องขอบคุณความสามารถในการสอนอันน่าทึ่งของสถาบันภาษาประจำมหาวิทยาลัยจริงๆ

 

“แล้วเรื่องรูปส่งประกวดเป็นยังไง คืบหน้าไปถึงไหนแล้ว มึงเจอแรงบันดาลใจบ้างแล้วหรือยัง”

 

“แรงบันดาลใจหรือ..” คนถูกถามมุ่นคิ้ว พยายามตรึกตรอง หากสิ่งที่อยู่ในมโนภาพยังคงมีแต่ความว่างเปล่า “..ยังไม่เจอเลยว่ะ แต่กูคิดแล้วว่าคงจะส่งพวกแลนด์สเคป[๒]เอา หัวข้อมันก็กว้างดีอยู่ หามุมสวยๆถ่ายเอาก็น่าจะพอรอด หรือไม่ก็อาจจะลองแนวไลฟ์[๓] แต่จะให้ส่งพอร์ตเทรต[๔]นี่คงไม่ไหวว่ะ แค่แบบยังไม่มีเลย” 

 

“ไม่ลองขอคุณคนนั้นดูล่ะ” ยองแจถลึงตาใส่คำกระเซ้าของเพื่อน ลืมไปว่าต่อให้แหกตาโปนแค่ไหนอีกฝ่ายก็คงไม่เห็นอยู่ดี

 

“ถ้าอยากไมเกรนขึ้นจนตายไวๆ จะลองพิจารณาดู”

 

“กูล้อเล่นน่า” ลูกชายคนโตของเจ้าของรีสอร์ทหัวเราะ “มึงจะถ่ายวิวใช่ไหม เอาอย่างนี้นะ กูแนะนำให้ลองไปที่ดอยเคียงดาวดู อยู่ถัดจากที่นี่ประมาณยี่สิบกิโล มึงถามทางจากพวกพี่พนักงานในรีสอร์ทเลยก็ได้ ดอยนั้นดัง ใครๆก็รู้จักหมด” คนในพื้นที่ยังคงแนะนำต่อ

 

“มันมีพวกไร่ไวน์ สวนผลไม้ ร้านอาหารในสวนสวยๆสไตล์อิตาเลียน ประมาณนี้ บรรยากาศดี ทิวทัศน์ก็โอเคเลย กูเห็นเคยได้ลงนิตยสารแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวแบบอันซีนไทยแลนด์ด้วย มึงลองไปเล็งๆดู น่าจะมีอะไรใช้ประโยชน์ได้บ้าง”

 

“ขับรถไปได้ใช่ไหม”

 

“โฟร์วีลมึงขึ้นเขาสบายอยู่แล้ว ทางลาดนิดเดียวเอง ไม่ชัน ไม่ค่อยมีเลี้ยวด้วย ส่วนใหญ่เป็นทางตรง”

 

“เออ เดี๋ยวแวะเข้าไปดู มึงขายมาตั้งขนาดนี้นี่กูคาดหวังนะ อย่าให้เสียเที่ยวเก้อก็แล้วกัน”

 

“โฮ้ย ระดับกันตธร พิทักษ์ไพบูลย์พูดเองไม่เคยมีคำว่าผิดหวังอยู่แล้ว” เพื่อนสนิทคุยโวยกใหญ่ ก่อนที่เสียงหวานแหลม ที่ยองแจจำได้ว่าเป็นเสียงของการะเกด จะแว่วแทรกเข้ามาในบทสนทนา “เฮ้ยมึง กูวางก่อนละ เกดมาตามไปกินข้าว แม่งยืนทำหน้ายักษ์มารใส่กูแบบจะแดกหัวได้แล้วเนี่ย”

 

เขาได้ยินน้องสาวของกานต์ร้องถาม ‘คุยกับใครอยู่.. พี่ยองแจหรือเปล่า?’ ได้ยินเพื่อนตัวเองขึ้นเสียงสูงกลับไปว่า ‘เปล่า!’ อย่างมีพิรุธจัด ตามมาด้วยเสียงสัญญาณโทรศัพท์หลังวางสาย.. แล้วบทสนทนาระหว่างเขากับกันตธรก็ถูกตัดไว้เท่านั้น

 

ชายหนุ่มมองหน้าจอโทรศัพท์มือถือที่ดับไปแล้วอย่างชั่งใจ.. ไหนๆก็ไม่มีอะไรทำอยู่แล้ว ยองแจก็เห็นสมควรจะลองไปดูไร่ดูสวนอะไรที่เพื่อนแนะนำมาเหมือนกัน เขายัดมือถือใส่กระเป๋ากางเกง คว้ากระเป๋ากล้องคู่ใจขึ้นสะพาย แล้วก็หยิบกุญแจรถขึ้นมาควง ผิวปากเป็นทำนองเพลงโปรดพลางเดินออกไปล็อคประตูบ้าน และลงกลอนรั้ว

 

ชั่วขณะที่ยองแจยืดตัวขึ้นจากรั้วไม้เตี้ยสีขาว เขาเผลอหันกลับไปมองบ้านหลังเล็กที่ถูกกั้นระหว่างกันไว้ด้วยแนวต้นไม้เขียวขจีอย่างไม่ตั้งใจ ชายหนุ่มอุปาทานเหมือนได้ยินเสียงแจ้วๆ ของผู้ซึ่งพักอาศัยอยู่ที่บ้านหลังนั้น.. ดวงหน้าบอกบุญไม่รับของใครบางคนแล่นวาบขึ้นในมโนภาพ.. พลันรอยยิ้มก็ผุดพรายขึ้นบนใบหน้าอย่างอดไม่ได้  

 

ถ้าเจอกันอีก.. ชายหนุ่มนึกขำๆ.. ลงไม่ใช่บุพเพอาละวาด พญายมก็คงตั้งใจส่งหมอนั่นมาไล่เขาให้ไปทำบุญล้างเคราะห์กระมัง!

 

 

 

 

 

 

 

..TBC

 

 

 

 

[๑] OCD (Obsessive-Compulsive Disorder) โรคย้ำคิดย้ำทำ

[๒] แลนด์สเคป (Landscape) การถ่ายภาพโดยเน้นทิวทัศน์ รวมหมดทั้งธรรมชาติและตึกอาคารบ้านเมือง

[๓] ไลฟ์ (Life) การถ่ายภาพแบบที่ทำให้เห็นการดำรงชีวิต ความเป็นไปของผู้คนในภาพนั้นๆ

[๔] พอร์ตเทรต (Portrait) การถ่ายภาพแบบโดยเน้นนายแบบ/นางแบบ ให้สื่ออารมณ์ออกมาตามที่ต้องการ

 

 

 

 

 

 

Author’s Notes

 

กลับมาหลังจากหายไปหลายเดือน ๕๕๕๕๕ ตื่นเต้นมากค่ะ รู้สึกเขียนไม่ลื่นเท่าที่เคย เอาจริงๆคือต้องขอบอกก่อนเลยว่าฟิคเรื่องนี้มันไม่มีอะไรนอกจากตั้งใจจะมาขายบรรยากาศ ๕๕๕๕๕๕ มันก็เลยจะเป็นฟิค ‘เรื่อยๆ’ อย่างนี้ต่อไปแหละ น่าเบื่อไปหน่อยก็ต้องขออภัยด้วยนะคะ

 

เคยพักเขียนไปช่วงนึงเพราะซึมเศร้าที่ยองแจหวานเจี๊ยบเกินไป แต่ตอนนี้หายดีแล้วค่ะ ถึงน้องจะยังไม่เลิกหวานแต่เราก็จะเขียนต่อ๕๕๕๕ ริจะเป็นติ่งบ้านคู่แรร์พลังมโนต้องแข็งแกร่งนะ สะกดจิตตัวเองยังงี้ทุกวัน๕๕๕๕

 

Comment

Comment:

Tweet

แรงรำคาญใจ หุๆ ยูยองแจ ถึงจะน่ารำคาญแต่ความจริงแดแด้มันก็คงมีส่วนน่ารักอยู่บ้างแหละน่า
แล้วแบบ แจคะ ถ้าจะโทรไปปลุกเพื่อนแต่เช้า(?) แล้วเหวี่ยงใส่ซะขนาดนี้
เป็นเรานี่มีเหวี่ยงวีนอะค่ะ แค่โทรปลุกก็โทษสถานหนักแล้ว 5555
แต่คุณเพื่อนกานต์ นางก็ดีนะคะ ไม่เหวี่ยงไม่วีนแล้วยังมีแซวซ้ำ
คือดูท่าแล้วนางจะสืบเชื้อหมอดูมาจากสักคนในหมู่ปู่ย่าจริงๆ
ก็ถ้าจะแม่นซะขนาดนี้
เล่นเอาแจของเราถึงกับเงิบเบาๆ 555
แต่ก็จริงหละนา ว่าแต่แด้น้อยวีนเหวี่ยง ตัวเองก็กวนตีนไม่แพ้กัน
ชอบคำนี้จัง “ไอ้ลูกเจี๊ยบหัวหลิม”
เออะ นี่คือ จะเจ็บดีมั้ยอะ 5555

แหม ใช้คำว่าความติ่งก็ได้ค่ะพี่กานต์
คนอ่านแถวนี้เค้ารู้แหละค่ะว่าคืออะไร (เพราะติ่งเหมือนกัน ฮา)
เชื่อฉันเถอะว่าบุพเพมาแน่ๆยูยองแจ หึๆ
ตอนต่อไปอะไรจะเกิดขึ้นหนอ
แต่หวังว่าคราวหน้ายองแจคนดีจะไม่ปากไวสวนคนน่ารักจั๋งหนับซะหน้าซีดไปอีกนะคะ สงสารหนูแดเบาๆค่ะ
สู้ๆนะคะ เป็นกำลังใจให้ :)
ป.ล. That’s what we called friends…ไม่ได้ทวงนะไม่ได้ทวง จริงจริ๊งงงงงง

#1 By snowtears on 2012-12-09 02:10