[SF] An Aide-de-comp [B.A.P BangZelo]

posted on 02 Sep 2012 21:56 by kyosama in bap-short-fiction

 

.

.

An Aide-de-comp

B.A.P fanfiction by kyosama

Yongguk & Junhong

 

 

เธอจะเชื่อไหม - ก้อ ณฐพล

 

 

 

 

 

 

 

 

[๑]

 

ยงกุกเพิ่งเข้ารับราชการได้ไม่นาน

 

เขาเป็นลูกชายนายทหารชั้นประทวน เมื่อเกิด ของเล่นชิ้นแรกที่จับคือดาวประดับบ่าของพ่อ การ์ตูนเรื่องแรกที่ดูคือเกิดเป็นทหารหาญใจต้องเหี้ยม เรียนลูกเสือก็ได้ตำแหน่งหัวหน้าหมู่ตลอด ว่ากันว่าคำแรกที่พูดได้คือคำว่ากองตรง!เสียด้วยซ้ำ

 

ใครๆต่างก็คาดการณ์ว่าโตขึ้นคงไม่ทิ้งแถวผู้เป็นพ่อ แถมยังอาจจะก้าวหน้ามากกว่าเสียด้วยซ้ำ.. แล้วเขาก็ทำให้ครอบครัวชื่นใจได้จริงๆ เมื่อใบประกาศรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกเข้ารับการศึกษาในโรงเรียนทหารชื่อดังมีชื่อของบังยงกุกพิมพ์เด่นหราอยู่เกือบบนสุดของแถวจนได้ เขาตั้งใจเรียน และใช้ความพยายามอีกหลายปี กระทั่งคว้าเอายศร้อยตรีมาเขียนนำหน้าชื่อได้ในที่สุด และหลังจากทุ่มเทให้กับการงานอย่างหนัก สุดท้าย เขาก็สามารถไต่เต้าขึ้นมาจนถึงระดับพลทหารชั้นสัญญาบัตร.. ได้ดำรงตำแหน่งร้อยเอกในขณะที่อายุได้เพียงแค่ยี่สิบสี่ปีเท่านั้น

 

ในช่วงวัยเด็ก ยงกุกมองภาพของบิดาผู้เป็นนายทหารด้วยความเลื่อมใส เขาเฝ้ามองชีวิตการทำงานของผู้เป็นพ่อ เทิดทูนอาชีพนี้ในฐานะของผู้ทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติและบ้านเมือง และตั้งใจว่าจะเติบโตขึ้นเป็นอย่างนั้นบ้าง แต่พอโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาจริงๆ ยงกุกจึงค้นพบว่าหนทางของการเป็นทหารต่างออกไปจากที่คิดไว้มาก

 

เมื่อแรกที่เขาก้าวออกจากรั้วโรงเรียนเตรียมทหาร เขาวาดฝันถึงหน้าที่อันทรงเกียรติและภารกิจเสี่ยงตายในหลากหลายรูปแบบ หากสิ่งที่ร้อยตรียงกุกได้ทำจริงๆก็เพียงแค่งานเล็กๆน้อยๆในออฟฟิศ และงานลาดตระเวนชายแดนที่เขาประจำการอยู่เท่านั้น.. มันอาจจะเป็นงานที่ออกจะเสี่ยงอันตรายอยู่สักหน่อย แต่ก็น่าเบื่อ วันๆยงกุกไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่าการเดินไปมาตามแนวรั้วกั้นประเทศ วิ่งหลบลูกกระสุนบ้าง กระโดดเลี่ยงกับระเบิดบ้าง.. ตกเย็นก็ก๊งเหล้ากับเพื่อนทหาร แล้วก็นั่งเล่นไพ่กันจนง่วงแล้วจึงนอน.. ตารางชีวิตทั้งวันของเขามีแค่นั้น

 

ชายหนุ่มเคยทำเรื่องขอย้ายประจำการไปที่ชายแดนอื่นที่ขึ้นชื่อว่าอันตรายมากกว่าหลายครั้ง แต่ละครั้งเขาก็มักจะดวงดี ได้จับพลัดจับผลูเป็นหัวหน้ากองปราบปรามกบฏ หรืออะไรทำนองนี้ แล้วคว้าชัยมาได้เสมอ ทำให้ตำแหน่งหน้าที่การงานก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว.. ยงกุกเห็นดังนั้นก็คิดว่าเป็นเรื่องดี เขาคิดเองเออเอง(อีกแล้ว)ว่าตำแหน่งที่สูงขึ้นจะนำไปสู่โอกาสทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่มากขึ้น จึงเร่งสร้างผลงาน จนมาจบที่ยศร้อยเอกอย่างนี้

 

เพื่อนทหารด้วยกันเคยบอกว่า ถ้ายงกุกยังบ้าทำงานอย่างนี้ต่อไป เขาคงจะได้เลื่อนขึ้นเป็นนายพันในเร็ววัน.. หากชายหนุ่มไม่มีโอกาสได้พิสูจน์สมมติฐานที่เพื่อนตั้งให้ เพราะในเช้าวันหนึ่งที่แสนจะธรรมดาเหมือนเช้าวันอื่นๆทั่วไป จดหมายด่วนจากกองทัพก็ถูกไปรษณีย์นำมาหย่อนไว้หน้าห้องพักของเขา เมื่อหยิบขึ้นมาแกะออกอ่าน ก็เห็นข้อความเรียกตัวกลับกรุงโซลด่วน โดยมีการยื่นคำขาดประกอบด้วยว่าให้มารายงานตัวที่กรมที่ระบุไว้ในจดหมายภายในเวลาไม่เกินหนึ่งสัปดาห์

 

ชายหนุ่มงุนงง แต่ก็ยังกระวีกระวาดเก็บข้าวของที่มีอยู่เพียงน้อยนิด จับรถไฟเข้าเมืองหลวงในคืนนั้นเอง

 

แล้วชีวิตที่(ยงกุกเห็นว่า)เคยราบเรียบเสมอมาของเขาก็เปลี่ยนไป

 

 

 

 

 

 

 

 

[๒]

 

ยงกุกเพิ่งเข้ารับราชการได้ไม่นาน

 

เขาเริ่มต้นการทำงานในสายอาชีพด้วยยศร้อยตรีที่ได้จากการจบหลักสูตรที่โรงเรียนเตรียมทหาร ก่อนจะทำงานอย่างหนักจนก้าวขึ้นมาสู่ตำแหน่งร้อยเอกได้อย่างที่เห็นในปัจจุบัน

 

ยงกุกประจำการที่ชายแดนมาตลอด จนกระทั่งวันหนึ่งที่ถูกเรียกตัวเข้าเมืองหลวงด่วน ก็ตัดสินใจละทิ้งฐานที่มั่นตลอดหลายปีของตนเอง ชายหนุ่มไม่รู้สาเหตุของการถูกเรียกตัวครั้งนี้ แต่ขึ้นชื่อว่าด่วนและเป็นคำสั่งจากกองทัพโดยตรงเช่นนี้ เขาก็คิดว่ามันคงเป็นเรื่องสำคัญมากทีเดียว จึงโดยสารรถไฟจากนอกเมืองเข้ามาในคืนนั้นเอง

 

ชายหนุ่มนึกว่าเขาจะได้รับมอบหมายหน้าที่ยิ่งใหญ่ อาจจะเป็นภารกิจลับสุดยอดเหมือนที่เคยเห็นในภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด อาจจะได้ลองเป็นสายลับ.. เขาคิดเล่นๆ แต่ลึกลงไปข้างในแล้วก็หวังให้เป็นอย่างนั้นจริงๆ.. หากแต่สิ่งที่ผู้ชายผิวขาวจัด สวมแว่นตาสีดำหนาเตอะดั่งผู้คงแก่เรียน ซึ่งแนะนำตัวว่าเป็นเลขาฯของผู้ที่ออกคำสั่งเรียกตัวไป แจ้งทันทีที่เขาก้าวเข้าไปในห้องของรองผู้บัญชาการ กลับตัดรอนความคาดหวังของยงกุกลงโดยสิ้นเชิง

 

‘ท่านได้ยินชื่อเสียงของคุณมานาน ก็หวังจะให้มาเป็นนายทหารคนสนิทให้น่ะครับ’

 

ชายหนุ่มฟังแล้วก็ทำหน้าพิลึก.. นายทหารคนสนิทเชียวหรือ ตำแหน่งอะไรไม่รู้ไม่เคยได้ยิน จะให้ตกปากรับคำง่ายๆได้อย่างไร แล้ว ‘ท่าน’ ที่ว่านี่ใครกัน คนตรงหน้าไม่ยักบอกชื่อเสียด้วย แต่ถึงจะไม่ได้เอ่ยชื่อ ยงกุกก็คิดว่า ‘ท่าน’ ที่อีกฝ่ายพูดถึงคงจะเป็นคนใหญ่คนโตไม่ใช่น้อย.. ก็ถึงกับมีอำนาจสั่งย้ายเขาเป็นการส่วนตัวได้เลยทีเดียว

 

‘แล้วผมต้องทำอะไรบ้าง’ เขาถาม น้ำเสียงห้วนสั้นอย่างนายทหารผู้คุ้นชินกับการทำอะไรตรงๆและรวดเร็ว แต่ก็ยังคงความสุภาพอยู่ในที เรียกรอยยิ้มอ่อนจางจากคู่สนทนา


‘สิบโมงพรุ่งนี้ กลับมาที่นี่อีกครั้งแล้วคุณก็จะรู้เอง’

 

ประโยคของอีกฝ่ายคล้ายๆจะเป็นการตัดบทไล่ หากยงกุกยังปักหลักมั่นอยู่ในห้อง ไม่ยอมจากไปอย่างที่คนไล่ต้องการ ชายหนุ่มถามซ้ำ

 

‘ผมต้องทำอะไรบ้าง’

 

ฮิมชานเลิกคิ้ว ดวงหน้าหล่อเหลาปรากฏรอยยิ้มมุมปากอย่างขบขัน.. หมอนี่อุดมการณ์สูงส่ง แถมยังท่าทางเอาเรื่องไม่ใช่เล่น.. ‘ท่าน’ เกิดไปถูกใจอะไรเข้าละหนอ ดูแค่นี้ก็รู้แล้วว่ากำราบไม่ได้ง่ายๆเลย ต่อไปข้างหน้าถ้ายังควบคุมไม่ได้อีกก็คงจะสร้างแต่ปัญหาให้วุ่นวายเปล่าๆแน่นอน

 

แต่ก็นั่นแหละ.. ชายหนุ่มจำได้.. ‘ท่าน’ เป็นคนชอบความท้าทาย..

 

‘เป็นคนสนิทก็ต้องทำตามที่นายสั่ง’

 

‘แล้วเรื่องที่นายจะสั่งมีอะไรบ้าง ช่วยอธิบายให้ชัดกว่านี้ได้ไหม’

 

ยงกุกชักหงุดหงิด ไอ้เจ้าคนนี้มันตั้งใจจะกวนเขาแน่ สายตาวิบๆกับยิ้มแปลกๆบนหน้ามันฟ้องชัดทีเดียว

 

คนที่เขากำลังก่นด่าในใจขยับยิ้มกว้างขึ้นอีก ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงรื่นรมย์เกินธรรมดา

 

‘ก็ทั่วไป.. ทำงานเอกสาร เป็นที่ปรึกษาความคิดเห็น ออกงานการกุศลแทนในโอกาสที่นายไม่ว่าง.. ทำนองนั้น’

 

ผู้ชายหน้าขาวทำลายศักดิ์ศรีของยงกุกลงอย่างง่ายดายด้วยคำพูดไม่กี่ประโยค ทำให้เขาเจ็บปวดเหมือนหัวใจถูกกระชากออกจากอกโดยแรง ฉีกทึ้งจนหนำใจแล้วจึงค่อยปาลงพื้น ก่อนจะใช้ปลายเท้าตามไปขยี้ซ้ำจนยับเยินไม่เหลือชิ้นดี

 

‘..แต่ ‘ท่าน’ ว่า หลักๆจะให้คุณเป็นคนขับรถ’

 

ว่าที่คนขับรถประจำตัว ‘ท่าน’ นิ่งค้าง.. เขา - นายทหารยศร้อยเอก ผู้สร้างผลงานปราบปรามกองกำลังไม่ประสงค์ดีตามแถบชายแดนมากมาย ถูกเรียกตัวขึ้นมาเพียงเพื่อจะให้ใช้ความสามารถที่มีในฐานะคนขับรถเท่านั้นละหรือ!

 

‘ได้คำตอบแล้วก็ไปเสียสิ’ เห็นคนท่ามากนิ่งค้างไปด้วยคาดไม่ถึงอย่างนั้น ฮิมชานก็ได้ทีสำทับอย่างสะใจ

 

‘อ้อ แล้วก็อย่าลืมล่ะ พรุ่งนี้ ที่นี่ มาให้ทันสิบโมงตรง.. จะยอมเป็นคนขับรถดีๆ หรือจะโดนเด้งไม่ทันตั้งตัวก็เลือกเอา’

 

รอยยิ้มเยาะหยันน่าเกลียดของเลขาฯ ‘ท่าน’ ที่ยงกุกเห็นเป็นสิ่งสุดท้ายก่อนเดินใจลอยออกจากห้อง ยังตามมาหลอกหลอนกระทั่งเขาเข้านอน

 

 

 

 

 

 

 

 

[๓]

 

ยงกุกเพิ่งเข้ารับราชการได้ไม่นาน

 

เขาเริ่มต้นการทำงานในสายอาชีพด้วยยศร้อยตรีที่ได้จากการจบหลักสูตรที่โรงเรียนเตรียมทหาร ก่อนจะทำงานอย่างหนักจนก้าวขึ้นมาสู่ตำแหน่งร้อยเอกได้อย่างที่เห็นในปัจจุบัน

 

ยงกุกประจำการที่ชายแดนมาตลอด จนกระทั่งวันหนึ่งที่ถูกเรียกตัวเข้าเมืองหลวงด่วน ก็ตัดสินใจละทิ้งฐานที่มั่นตลอดหลายปีของตนเอง ชายหนุ่มไม่รู้สาเหตุของการถูกเรียกตัวครั้งนี้ แต่ขึ้นชื่อว่าด่วนและเป็นคำสั่งจากกองทัพโดยตรงเช่นนี้ เขาก็คิดว่ามันคงเป็นเรื่องสำคัญมากทีเดียว จึงโดยสารรถไฟจากนอกเมืองเข้ามาในคืนนั้นเอง

 

แต่เขาก็ต้องผิดหวัง เมื่อรู้ว่าตนถูกเรียกขึ้นมาเพื่อรับตำแหน่งนายทหารคนสนิทของท่านผู้หนึ่ง ผู้ซึ่งตั้งใจจะใช้เขาเป็นคนขับรถให้เท่านั้น ชายหนุ่มในวัยยี่สิบสี่ปี พ่วงยศร้อยตรีนำหน้าชื่อ ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงต้องยอมลดศักดิ์ศรีมาทำงานที่ไม่ได้ใช้ความสามารถเช่นนี้ด้วย

 

มีคนอีกตั้งมากมาย ทำไมจึงต้องจำเพาะเจาะจงเลือกบังยงกุกคนนี้ด้วย

 

คำถามที่เขาสงสัยมาตลอดหลายสัปดาห์ที่ย้ายมาทำงานให้กับ ‘ท่าน’ อย่างเต็มตัว.. แต่ก็ยังไม่กล้าถามเอาคำตอบเสียที

 

ก่อนหน้านี้ ตอนที่คุยกับฮิมชานเมื่อคราวแรกที่เขามาเยือนที่นี่ ยงกุกเคยวาดภาพ ‘ท่าน’ ว่าคงจะเป็นผู้ชายตัวโตเหมือนหมี คงจะดุดันและเด็ดขาดสมกับความเคารพที่ทุกคนในกรมพร้อมใจกันมอบให้ หากแต่เอาเข้าจริง.. เมื่อได้พบกับ ‘ท่าน’ จริงๆ หลายอย่างของ ‘ท่าน’ ก็ทำให้เขาอดแปลกใจไม่ได้

 

‘ท่าน’ เป็นผู้ชายตัวโต แต่ก็ไม่ได้เหมือนมีลักษณะเหมือนหมี แค่เป็นคนรูปร่างใหญ่สมส่วนเท่านั้น ผมของ ‘ท่าน’ ตัดสั้นเรียบไปกับรูปศีรษะ เห็นเส้นสีดอกเลาแซมอยู่จางๆในกลุ่มผมสีดำ ดวงหน้าก็ไม่ได้ดุดันน่ากลัว หากคมเข้มด้วยเครื่องหน้าหล่อเหลา ที่ถึงแม้จะปฎิเสธไม่ได้ว่าร่วงโรยไปตามเลขอายุที่เพิ่มขึ้น แต่ก็ยังจัดว่าดูดีอยู่มากทีเดียวเมื่อเทียบกับบุรุษในวัยเดียวกัน

 

นอกจากวัยวุฒิแล้ว ‘ท่าน’ ยังน่าเกรงขามในด้านของคุณวุฒิด้วย ชื่อเต็มของ ‘ท่าน’ คือ พลเอกชเวซึงฮยอน ผู้บัญชาการประจำกองทหารราบที่ ๕ ยงกุกได้ยินว่าตอนสมัยหนุ่มๆท่านทำผลงานไว้มากมาย อย่างที่หากเปรียบชิ้นหนึ่งเป็นหนังสือเล่มหนึ่ง ก็คงมากพอจะสร้างห้องสมุดขนาดย่อมได้เลยทีเดียว.. อำนาจของนายพลซึงฮยอนมากพอจะดึงดาวออกจากบ่าของยงกุก แล้วดีดเขากลับลงไปเป็นสามัญชนคนธรรมดาได้สบายๆเพียงแค่กระดิกนิ้ว

 

เอาเข้าจริงแล้วยงกุกไม่กลัว.. ชายหนุ่มเป็นคนสมัยใหม่ ผู้ซึ่งถือว่าความสามารถคือมาตรวัดคุณค่าของคน ไม่ใช่บรรดาศักดิ์หรือฐานะเงินทอง เขาเคยคิดจะปลดแอกตัวเองจากตำแหน่งที่ฮิมชานเรียกอย่างแสบสันต์ว่าเจเนรัลเบ๊อยู่หลายครั้ง ยงกุกคิดว่าออกจากทหารแล้วก็ไปประกอบอาชีพอื่นได้ อาจจะไปเป็นชาวนา หรือไม่ก็เปิดแผงขายของเล็กๆน้อยๆตามหัวมุมถนน ก็ยังพอเลี้ยงตัวได้

 

หากทุกครั้งที่คิดเช่นนั้น ภาพใบหน้าปลื้มปิติของบิดามารดา ในวันที่เขาก้าวขึ้นรับมอบยศครั้งแรกก็จะแล่นวาบผ่านเข้ามาในห้วงความคิด ลบล้างความหงุดหงิดที่มีอยู่ให้จางหายไป.. ทุกคนชื่นชมแกนะยงกุก เขามักจะเตือนตัวเองอย่างนั้น ความสำเร็จของแกคือความสุขของพ่อแม่ อย่าทำลายมันลงด้วยความไม่สู้งานเล็กๆน้อยๆของตัวแกเลย 

 

เมื่อคิดเช่นนั้น ก็ทำให้เขามีกำลังใจกลั้นใจเป็นคนขับรถให้นายพลซึงฮยอนต่อไป

 

ยงกุกบอกตัวเองว่าเพราะเห็นแก่พ่อแม่ จึงยังยอมทนขายศักดิ์ศรีอยู่ ทว่าชายหนุ่มไม่รู้ตัวเลยว่าลึกลงไป.. เหตุผลเล็กๆสีชมพูอีกข้อหนึ่งกำลังซ่อนตัวเงียบเชียบอยู่ในซอกหลืบของหัวใจ

 

‘เย็นนี้ไม่ต้องมารับนะฮะ’ เด็กหนุ่มตัวสูงในชุดเครื่องแบบโรงเรียนเอกชนชื่อดังแจ้งทันทีที่รถยุโรปคันงามจอดเทียบริมทางเท้า เรียกให้ยงกุกเลิกคิ้ว ก่อนจะเบือนหน้าขึ้นสบตากับอีกฝ่ายผ่านทางกระจกหลัง

 

‘ทำไม? จะไปไหนเหรอ?’ ..เขาถามก็เพราะว่าเป็นหน้าที่ คนขับรถอย่างเขาจำเป็นต้องรู้ว่าผู้โดยสารอยู่ที่ไหน เมื่อไหร่ เพื่อที่ว่าหากเกิดเหตุฉุกเฉินอะไรจะได้ช่วยเหลือได้ทันที.. ไม่ใช่ว่าอยากรู้เป็นการส่วนตัวเสียหน่อย

 

คนถูกถามย่นจมูก เดาว่าคงกำลังขัดใจที่โดนดักทางอีกแล้ว.. แต่ก็ยอมตอบแต่โดยดี

 

‘ไปบ้านจงออบ.. เดี๋ยวสักสามทุ่มโทรหานะฮะ’

 

‘แล้วก่อนไปบ้านจงออบ จะแวะที่ไหนก่อน?’ ชายหนุ่มถามอย่างรู้ทัน

 

‘ไม่แวะไหนทั้งนั้นแหละ เลิกเรียนก็จะตรงไปบ้านหมอนั่นเลย พี่ยงกุกจะซักให้ได้อะไรขึ้นมาเนี่ย’ เด็กหนุ่มผมบลอนด์แกล้งทำเสียงเข้มเหมือนไม่พอใจ หากดวงตาหลุกหลิกอย่างพิรุธจัด ก่อนจะตัดบทเอาเสียดื้อๆ ‘ผมว่าผมรีบไปดีกว่า นี่สายมากแล้ว เดี๋ยวโดนมิสบ่นจนหูชาอีก.. ไปนะฮะ’

 

ชายหนุ่มมองตามแผ่นหลังของคนที่วิ่งปร๋อจากไปจนลับสายตา.. จุนฮงก็เ