With the breeze, starlight and you.

B.A.P fanfiction by kyosama

Youngjae & Daehyun

 

ฉันคิด - โตน โซฟา

 

 

 

 

 

 

Previous chapters [.index]

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Chapter 03

 

 

 

 

 

 

 

อุณหภูมิยามเช้าอุ่นกว่าตอนกลางคืนไม่กี่องศา

 

แดฮยอนกระชับคาร์ดิแกนเนื้อบางให้แนบกายเข้า เขาเห็นในหนังสือแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวว่าแถบนี้อากาศหนาว ยิ่งบนดอยสูงๆแบบนี้แล้วยิ่งหนาวจนน่าจะทนได้ยาก แต่สำหรับเขาที่มาจากประเทศที่มีสี่ฤดู และในหน้าหนาวมีหิมะตกอย่างเกาหลีใต้แล้ว.. ถ้าจะเปรียบที่นั่นเหมือนพัดลมขนาดปกติสักเครื่องหนึ่ง ภาคเหนือของประเทศไทยก็เป็นแค่น้ำเย็นชื่นใจธรรมดาๆเท่านั้นเอง.. ไม่ได้ทำให้หนาวจนสั่น แต่เป็นบรรยากาศเย็นสบายกำลังดี ชวนให้รู้สึกอยากเดินเล่นไปเรื่อยๆไม่รู้เบื่อ

 

เขาเดินเท้าลงมาจากเนินลูกเล็กๆอันเป็นสถานที่ตั้งบ้านพัก กลับมายังอาคารส่วนกลางของรีสอร์ทเพื่อทานอาหารเช้า จงออบยังไม่ตื่น เมื่อคืนเหมือนจะดื่มเยอะไปหน่อย ก็เลยหลับไม่รู้เรื่องไปตั้งแต่ราวๆห้าทุ่ม จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ตื่น แดฮยอนเองก็ขี้เกียจจะปลุก ถึงจะเห็นในบัตรรับประทานอาหารว่าห้องอาหารเปิดแค่เจ็ดโมงถึงเก้าโมงครึ่งก็เถอะ แต่จงออบไม่ตื่นเองก็ช่วยไม่ได้หรือเปล่า ท้องใครก็ท้องมันสิ ไม่ใช่หน้าที่เขาต้องมาคอยดูแลให้เสียหน่อย

 

ถึงจงออบจะซื้อขนมมาให้เยอะแยะ แต่ความผิดที่ปล่อยแดฮยอนไว้รับมือกับคนประหลาดเมื่อวานคนเดียวก็ใช่ว่าจะหายไปเสียที่ไหน.. คอยดูเถอะ เขาจะเอาคืนให้อดข้าวจนกระเพาะเด็กนั่นร้องไห้เสียงดังไปถึงโซลเลย

 

เขาเดินผ่านรีเซปชั่นที่เมื่อวานแวะเข้ามาเช็คอิน ถามทางไปห้องอาหารจากพนักงานต้อนรับคนเดียวกับที่นำทางไปยังบ้านพัก ซึ่งเธอก็คงสงสารหน้างงๆมึนๆโทรมๆ ท่าทางจะไม่แตกฉานภาษาอังกฤษของเขา ถึงได้อาสาพาเดินไปส่งจนถึงห้องอาหาร แดฮยอนไม่รู้จะขอบคุณเธออย่างไรดี ช่วยเหลือกันมาตั้งสองครั้งแล้ว พอพูดไปอย่างนั้นเธอก็ยิ้มหวานๆอีกครั้งแล้วบอกว่าไม่ต้องตอบแทนอะไร เธอเต็มใจ.. ชวนให้เขายิ่งรู้สึกว่าคิดถูกที่เลือกมาพักผ่อนที่รีสอร์ทแห่งนี้มากขึ้นอีกโข

 

เขายื่นคูปองให้พนักงานประจำห้องอาหาร ก่อนจะก้าวเอื่อยๆอย่างสบายอารมณ์เข้าไปด้านใน.. เขาออกจากที่พักมาก็แปดโมงห้าสิบแล้ว ตอนนี้คงประมาณเก้าโมงกว่า จำนวนคนในห้องอาหารถึงได้ดูบางตา ไม่พลุกพล่านอย่างที่ช่วงเจ็ดโมงแปดโมงมักจะเป็น

 

เมนูอาหารเป็นบุฟเฟต์อย่างง่ายๆ มีไลน์ให้เลือกหลักๆสองประเภทคือแบบอเมริกันกับแบบไทย โซนอเมริกันประกอบไปด้วยตะกร้าขนมปังปิ้งใบใหญ่ วางคู่กับจานใส่เนยแท้และแยมองุ่น ที่แค่ยืนมองไกลๆก็ได้กลิ่นหอมชวนให้น้ำย่อยร่ำร้องอยากจะทำงานแต่เช้า

 

ด้านขวามือเป็นถาดบรรจุแฮม ไส้กรอก มันอบ ไข่ดาว และผลไม้อีกสองสามชนิดที่จัดวางการนำเสนอไว้อย่างสวยงามมีศิลปะ ถัดออกไปเป็นกระติกน้ำร้อนให้เลือกชงกาแฟสำเร็จรูปหรือชาสองสามชนิดที่เตรียมไว้ให้ตามใจชอบ กับเหยือกน้ำเปล่า น้ำองุ่น และนมสดเย็นๆไว้ให้เลือกทานกับซีเรียลธัญพืชที่จุแน่นจนปริ่มเต็มชามใบใหญ่ข้างๆ

 

ตรงข้ามกัน.. คั่นด้วยพื้นที่ว่าง ขนาดพอให้คนสามคนเดินสวนกันได้อย่างสะดวก.. เป็นโต๊ะของโซนของอาหารเช้าแบบไทย อาหารที่จัดวางไว้ก็มีข้าวต้มทรงเครื่อง ซึ่งดูจากเนื้อร่วนๆขาวๆในหม้อแล้วก็คิดว่าน่าจะเป็นปลามากกว่าหมูหรือไก่ ข้าวผัดสีสวยที่ทำให้เขานึกถึงอาหารฝีมือแม่ นอกจากนั้นก็ยังมีผัดผักหน้าตาแปลกๆ กับอะไรที่คล้ายๆผัดวุ้นเส้นอีกอย่างที่แดฮยอนไม่รู้จัก แต่พิจารณาจากสีแล้วก็คิดว่ารสชาติคงจะจืดชืดน่าดู

 

อาหารไทยอร่อย.. ชายหนุ่มยอมรับ.. แต่รสชาติไม่พอดีปากสักอย่าง คือหมายถึงว่าถ้าไม่เผ็ดจนอยากร้องไห้ก็จืดจนแทบกลืนไม่ลงเลยทีเดียว อยู่เมืองไทยแค่ไม่กี่วัน เขาก็โดนต้มยำกุ้งกับสลัด สลัด.. อะไรนะ.. อ้อ สลัดส้มตำ ทำพิษจนน้ำหูน้ำตาไหลต่อหน้าคนทั้งกองถ่ายมาแล้ว.. เย็นวันนั้นผู้จัดการมุนเลยหาซื้อน้ำแกงสักอย่างใส่ผักเขียวๆมาให้เป็นการล้างท้อง แต่แกงจืดก็จืดสมชื่อจริงๆ ซดเข้าไปได้แค่คำเดียวร่างโปร่งเพรียวก็วิ่งวุ่นหาน้ำปลากับพริกป่นมาปรุงรสเสียให้ควั่ก ไม่อย่างนั้นกินแล้วก็นึกถึงน้ำประปาตลอด จะพานให้หมดความอยากอาหารไปเปล่าๆ

 

รสชาติของการกินข้าวกับน้ำเปล่ายังติดอยู่ที่ปลายลิ้น จนนึกเข็ดขยาดอาหารไทยไปหลายวัน

 

มาวันนี้แดฮยอนจึงเลือกเริ่มต้นวันใหม่ของเขาด้วยอาหารเช้าสไตล์อเมริกันที่มีการันตีว่ารสชาติเป็นสากล เขาปิ้งขนมปังขอบเกรียมสองชิ้น ตัดเนยขึ้นมาโปะไว้ หนีบแฮมกับไส้กรอกอีกนิดหน่อยใส่จาน แล้วจึงสาวเท้ามุ่งออกไปหาที่นั่งริมระเบียง ตั้งใจว่าจะรับอากาศบริสุทธิ์ของลมป่าลมเขาเคล้ามื้อเช้าเสียหน่อย 

 

น่าเสียดาย โต๊ะที่ชายหนุ่มหมายตาไว้ตั้งแต่ย่างเข้ามาในห้องอาหารบัดนี้ถูกจับจองด้วยแขกคนอื่นของรีสอร์ทเสียแล้ว หากแดฮยอนไม่ใช่คนเรื่องมาก อย่างน้อยก็ในตอนที่กำลังอารมณ์ดีอย่างนี้ เขาเลยเปลี่ยนเป้าหมายไปนั่งโต๊ะถัดไปแทน.. นึกครึ้มอกครึ้มใจอย่างไรไม่รู้ จึงเผื่อแผ่ยิ้มตาหยีให้เพื่อนร่วมห้องอาหารอย่างคนมีมนุษยสัมพันธ์ดีด้วย

 

ทว่า รอยยิ้มหวานๆที่ส่งให้ด้วยไมตรีจิตกลับชะงักค้าง เมื่อเห็นหน้าแขกโต๊ะข้างๆชัด นัยน์ตาดำขลับเป็นประกายวูบหนึ่งอย่างระลึกได้ ก่อนจะร้อง

 

"คุณนักสอดแนมเมื่อวาน!"

 

อารมณ์ดีๆที่เมื่อกี้บอกว่ามีจนปริ่มปรอท ลดฮวบลงเหลือแค่อาการเซ็งจัด ซึ่งดูจากอาการกลอกตา พ่นลมหายใจพรืดของอีกฝ่ายแล้วก็คิดว่าคงรู้สึกไม่ต่างกัน

 

ยองแจเห็นว่าช่วงนี้ตัวเองดวงตกไปมากทีเดียว จริงๆแล้วเขาก็เพิ่งจะยี่สิบสองไปเมื่อต้นปีนี้เองนะ อีกตั้งสามปีกว่าจะเข้าสู่เบญจเพส แต่ก็อย่างว่า.. ความซวยมักจะแล่นเข้าหาเราเร็วกว่าเรื่องดีๆเสมอ

 

เริ่มตั้งแต่เมื่อวานที่เพื่อนสนิทลืมจองที่พักให้ จนโดนแมวตัวโตที่ไหนไม่รู้ตัดหน้าไปเสียฉิบ ซึ่งเจ้าแมวที่ว่านอกจากจะคาบชิ้นปลามันที่เขาหมายตาไว้ไปแล้วยังจะเอาเรื่องเก่ง ขู่แฟ่ดๆพาเขาทะเลาะด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่องจนปวดหัวไปหมด

 

ถึงจะโชคดีหน่อยที่สุดท้ายพอ ‘ป๋า’ รู้เรื่องก็ต่อสายตรงถึงรีสอร์ทให้รับเขาเข้าเป็นแขกพิเศษ สั่งให้อำนวยความสะดวกเท่ากับที่ดูแลลูกๆคนหนึ่งของป๋า แถมยังเปิดบ้านใหญ่ให้พักฟรีๆ ให้อุ่นใจว่ายังมีที่คุ้มกะลาหัวให้อยู่สบายไปอีกหลายวัน แต่ความเหนื่อยล้าจากการต่อกรกับแมวขี้โมโหก็ทำเอาเขารู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวจนต้องกินยาแก้ปวดเสียหลายเม็ด ถึงจะข่มตาหลับลง

 

ร่างสูงตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกที่เบาลงกว่าเดิมนิดหนึ่ง.. คิดเอาเองว่าโชคร้ายที่ติดอยู่กับตัวคงถูกลมหนาวกลางดึกพัดพาจากไปเรียบร้อยแล้ว.. อากาศดีๆยามเช้า กับอาหารอร่อยๆถูกปากทำให้เขาอารมณ์ดีจนคลายความกังวลว่าจะเจอตัวปัญหามาก่อเรื่องอะไรเพิ่มอีกหรือไม่.. ถึงจะเป็นรีสอร์ทที่ไม่ได้มีชื่อเสียงมาก แต่ก็มีพื้นที่กว้างตั้งเท่านี้ ยองแจคิดว่าถ้ามีโอกาสได้เจอกันอีกก็คงจะบังเอิญเกินไป

 

คิดถึงความมั่นใจของตนเองเมื่อตอนนั้นแล้ว ชายหนุ่มก็ขบเคี้ยวฟัน

 

เขาคงประเมินความขี้เล่นของพระเจ้าน้อยไป!

 

ความซวยของชายหนุ่มเริ่มต้นทำงานอีกครั้งเมื่อเขาตักข้าวต้มเครื่องเข้าปาก.. ยองแจโปรดปรานเมนูนี้เป็นพิเศษอยู่แล้ว เมื่อมาถึงห้องอาหารก็พุ่งตรงเข้าหาเป้าหมายอย่างมีจุดมุ่งหมายชัดเจน ไม่ต้องเดินสำรวจรายการอาหารอื่นๆให้เสียเวลา จึงไม่ทันสังเกตเห็นคู่กรณีที่ยืนเมียงๆมองๆฝั่งไลน์อาหารฝรั่งอย่างสนใจ.. จนกระทั่งอีกฝ่ายลงมานั่งข้างๆ แล้วทักขึ้นมานั่นแหละ เขาถึงได้เงยหน้าจากชามข้าวขึ้นมองอย่างแปลกใจ

 

ความไม่พอใจที่ตกตะกอนอยู่ก้นบึ้งหัวใจถูกกวนให้ขุ่นขึ้นมาทันทีที่ได้ยินเสียงแหลมๆคุ้นหูร้องเรียกไม่เบานัก อะไรก็ไม่เท่าเนื้อความในประโยคที่ทัก.. คุณนักสอดแนมงั้นหรือ.. เสียงออกจะกระแทกกระทั้นแสดงถึงความชังน้ำหน้าเสียขนาดนั้น แต่ก็ยังมีแก่ใจจะใส่คำนำหน้าให้อย่างสุภาพ ฟังแล้วก็ขำจนนึกเคืองได้ไม่เต็มใจ เออแน่ะ มารยาทดีเสียจริงพ่อคุณ!

 

ชายหนุ่มประสานสายตากับคนแปลกหน้าที่นั่งอยู่โต๊ะข้างๆ.. จะว่าแปลกหน้าก็ไม่ถูกนัก เพราะหลังจากการโต้เถียงอันหนักหน่วงเมื่อคืน สมองของยองแจก็ประทับดวงหน้าเรียวมนของอีกฝ่ายไว้ในความทรงจำไม่รู้ลืมเสียแล้ว.. ดวงตาสีดำขลับที่ชายหนุ่มแอบชื่นชมนิดๆว่าเหมือนแสงดาว กำลังวาวโรจน์ประกาศความไม่พอใจอย่างไม่คิดจะปิดบัง ดูท่าอีกฝ่ายคงยังฝังใจว่าเขาเป็นพวกคนไม่ดีอยู่แน่ ปักใจถึงขนาดแก้ตัวไปตั้งหลายครั้งแล้วก็ยังไม่ยอมเชื่อ.. ดวงตาคู่คมสวยของชายหนุ่มหรี่ลงนิดอย่างติดจะสงสัย.. มีอะไรให้ระแวงนักหนาก็ไม่รู้

 

“คุณตามผมมาหรือ” ..เป็นไปตามคาด คำถามแรกจากริมฝีปากสีอ่อนตั้งใจหาเรื่องเขาชัดเจน พร้อมกับที่ร่างเล็กเพรียวผุดลุกขึ้น ก้าวยาวๆเข้าประชิดโต๊ะของเขาอย่างคุกคาม.. หากยองแจกลับมองว่าท่าทางกร่างไม่สมตัวของอีกฝ่ายทั้งตลกและงกๆเงิ่นๆจนหาความน่ากลัวไม่ได้สักนิด

 

“ทำไมผมถึงต้องตามคุณด้วย” ชายหนุ่มย้อนถามยิ้มๆ เขาได้ยินคู่สนทนาร้องเอ๊ะ ใบหน้ายับยู่อย่างขัดใจก่อนจะเปลี่ยนเป็นปั้นปึ่งอย่างรวดเร็ว โต้ตอบด้วยถ้อยคำรวนๆที่คนตัวโตฟังแล้วก็ชักอารมณ์กรุ่น

 

“ก็ผมเป็นคนดัง คุณอาจจะกำลังอยากได้รูปหลุดๆโง่ๆของผมสักใบสองใบไปขายให้พวกนักข่าวบันเทิง หาเงินมาหมุนค่าที่พักที่นี่ล่ะมั้ง”

 

“นี่คุณ ฟังนะ.. เอาช้าๆ ชัดๆเลยนะ..” ชายหนุ่มเน้นประโยคคำต่อคำ น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นระอาอย่างชักเหนื่อยใจ “ผมไม่หากินกับรูปคุณหรอก วางใจได้” ..ก่อนจะชี้แจงยาวเหยียด ตั้งใจว่าคราวนี้ต้องอธิบายให้แดฮยอนยอมรับให้ได้ว่าเขาไม่ใช่พวกชอบละเมิดสิทธิมนุษยชนบ้าบออะไรนั่นอย่างที่อีกฝ่ายเอาแต่กล่าวหาจริงๆ

 

“ผมไม่ได้ขัดสนเรื่องเงินทองขนาดนั้น ถ้าจะหากินกับภาพถ่ายของตัวเองก็ต้องเป็นงานที่ขายฝีมือ ไม่ใช่ขายศักดิ์ศรี ยอมลดตัวมาสะกดรอยตามใครเหมือนคนโรคจิต”

 

ยองแจสูดหายใจลึก

 

“อีกอย่าง.. ที่บอกว่าระแวงเพราะเป็นคนดังน่ะ ดังสักแค่ไหนกันเชียว? ขนาดเราเป็นคนชาติเดียวกัน คุณเป็นใครผมยังไม่รู้จักเลย ถ่ายไปจะขายได้จริงเหรอ.. พูดกันตามตรงเลยนะ ผมว่าถ้าร้อนเงินจริงๆ ผมเก็บภาพต้นไม้ใบหญ้าแถวนี้กลับไปขายเอเจนซี่ยังจะได้เงินมากกว่าขายรูปคุณด้วยซ้ำ ทำไมต้องมาเหนื่อยตามคุณให้โดนด่าเช้าด่าเย็นด้วยครับ ขอเหตุผลหน่อย”

 

แดฮยอนหน้าตึงทันที.. ทำงานในวงการมาตั้งเจ็ดแปดปี ยังไม่เคยมีใครกล้าวิจารณ์เขาหนักขนาดนี้มาก่อนเลย

 

โอเค คนตัวเล็กรู้ตัวว่าเขาทำไม่ดีใส่อีกฝ่ายไปอย่างไรบ้าง ทั้งเสียงแข็ง กล่าวหา โวยวายใส่สารพัด แต่นั่นก็เป็นเพราะว่าเขาระแวงจริงๆ ไม่ได้มีเจตนาจะกวนประสาทหรือหาเรื่องเสียหน่อย.. ชายหนุ่มคนดังคิดตามวิสัยคนที่เห็นความผิดคนอื่นใหญ่กว่าตนเองเสมอ.. แล้วมันเรื่องอะไรที่ไอ้เจ้าผู้ชายปากจัดตรงหน้าต้องใส่เขาเสียเละขนาดนี้

 

จะด่าจะว่าจะประณามจองแดฮยอนว่าขี้เกียจ นิสัยไม่ดี เล่นละครไม่เก่ง หน้าตาดูไม่ได้ หรือจะอะไรก็ตาม.. เจ้าตัวไม่เคยสนใจมากกว่าจะปรายตามองพาดหัวข่าวแล้วเมินหน้าหนีหรอก.. หากทุกคนในวงการบันเทิงรู้ดี.. สองสิ่งที่จะทำให้ชายหนุ่มตาลุกได้ มีเพียงแค่คำค่อนขอดเรื่องชื่อเสียงและการร้องเพลงของเขาเท่านั้น!

 

แดฮยอนก้าวเข้าสู่วงการบันเทิงตั้งแต่อายุสิบสามปี เขาเริ่มจากการแสดงละครโทรทัศน์ในบทเล็กๆน้อยๆก่อน จากนั้นก็อาศัยความสามารถด้านการร้องเพลงที่ตอนนั้นมีอยู่น้อยนิด พาตัวเองเข้าสู่โลกของการแสดงละครเวที เขาได้เป็นนักร้องคอรัส ก่อนจะค่อยๆขยับเป็นตัวประกอบที่เด่นขึ้นเรื่อยๆ จนเมื่ออายุได้สิบหกปี แมวมองจากค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ก็เกิดมาถูกหูต้องใจกับเส้นเสียงของเขา จนเอ่ยปากชวนให้ไปเป็นเด็กฝึกหัดในสังกัดร่วมกับรุ่นพี่ในทีมอีกสองคนที่ลาออกไปก่อนหน้านี้ ซึ่งแน่