[Ficlet] Tu me mangues beaucoup [SHINee MINEW]
posted on 06 Dec 2009 15:18 by kyosama in Short-Fiction
Title : Tu me manques beaucoup [Officially missing you]
Couple : Minho x Onew
Author : kyosama
Rate : PG-13
Type : Ficlet [1,352 words]
Genre : . . . . . . .
BGM : http://www.youtube.com/watch?v=DtXr0pIRSg4
Author’s note : ชื่อซ้ำกับฟิคพี่จีฮุนหง่ะ เลยต้องหาชื่อฝร.เยย แต่หนูป่าวลอกนะ จุ้บุๆ TvT หนูแค่ชอบเพลงนี้เฉยๆ พี่อย่าตีหนูนะ TOT แง้
เสียงเม็ดฝนกระทบหลังคาดังเปาะแปะ
ผมทอดสายตาออกนอกหน้าต่าง... ม่านฝนบดบังทิวทัศน์ด้านนอกให้พร่ามัวกลืนไปกับท้องฟ้าสีขะมุกขะมอม
สุดปลายทางเดินที่ปูลาดจากหน้าบ้านจรดยังประตูรั้ว ยังเห็นเงาของตู้จดหมายสีแดงหม่นจางๆ ถึงจะมองไม่ชัด แต่ผมก็รู้ดีว่าสภาพของมันคงเหลือทนเต็มที ดีไม่ดีอาจจะขึ้นสนิมแล้วเสียด้วยซ้ำ ก็อย่างว่า.. ของที่ไม่ได้ใช้งานมาระยะหนึ่งก็มักจะเสื่อมสภาพแบบนี้แหละ
อา.. ผมไขตู้จดหมายครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่นะ
แล้วโปสการ์ดใบล่าสุดที่ได้รับล่ะ มันถูกส่งมาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน
อาทิตย์ที่แล้ว เดือนที่แล้ว หรือว่าปีที่แล้ว..?
นานแค่ไหนแล้วที่เขาไม่กลับมา
XOXOXOXOXOXOXOXOXOXOXOXOXOXOXOXOXOXOXOXOXOXO
ฝนยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดตก
ขนาดเผลอหลับไปงีบใหญ่ๆแล้ว ตื่นขึ้นมาอีกที ผมก็ยังเห็นว่าฟ้าข้างนอกยังมืดทะมึน
ผมไม่ชอบวันฝนตกอย่างนี้เลย มันเป็นการกักขังกลายๆให้ผมอยู่แต่ในบ้าน
...บ้านที่มีแต่ความทรงจำของ ‘เรา’
พระเจ้าครับ.. นี่ท่านกำลังแกล้งผมอยู่หรือเปล่าเนี่ย?
ผมเปิดโทรทัศน์ เพราะอากาศที่แปรปรวนเลยทำให้รับสัญญาณได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ที่รับภาพได้ก็มีแต่พวกช่องหลักๆเท่านั้น ยิ่งเป็นเวลาใกล้ค่ำแบบนี้ อะไรที่พอจะทำใจให้ดูแก้เบื่อได้ก็ยิ่งแทบไม่ค่อยมี ผมกดรีโมตเปลี่ยนช่องไปเรื่อยๆ แต่เปลี่ยนวนไปมาเท่าไหร่ก็เจอแต่รายงานข่าวเหมือนกันหมด จนสุดท้ายก็ต้องยอมแพ้ ยอมหยุดดูข่าวจนได้
ผู้หญิงที่อยู่ในจอสี่เหลี่ยมรวบผมตึงแล้วก็ใส่แว่นกรอบทอง ดูเชยพิลึกจนน่าขำมากกว่าน่าเกรงขาม หล่อนกำลังรายงานคำรายงานจากกรมอุตุฯอีกทอด ว่าพายุไต้ฝุ่นระดับหนึ่งกำลังเข้าถล่มเกาะเซจู แล้วก็คงจะไม่อ่อนกำลังจนกว่าจะถึงพรุ่งนี้เช้า เพราะฉะนั้นฝนชุดนี้ก็คงจะไม่หยุดจนกว่าไต้ฝุ่นลูกนี้จะพัดไปที่อื่นเหมือนกัน
ยังไม่ทันที่เจ้าหล่อนจะได้อ้าปากพูดอะไรต่อ จู่ๆท้องฟ้าด้านนอกก็สว่างวาบ พร้อมกับส่งเสียงคำรามก้องดังเปรี้ยง ก่อนที่ไฟฟ้าทั้งบ้านจะไหวแล้วก็ทิ้งตัวดับวูบ
ผมชักขาขึ้นมานั่งกอดเข่าบนโซฟาโดยอัตโนมัติ เสียงบานหน้าต่างไม้สนิมเกาะที่ต้องลมลั่นดังเอี๊ยดอ๊าดเรียกให้ผมขนลุกเกรียว แสงแปลบปลาบที่วาบขึ้นเป็นระยะก็ยิ่งทำให้ผมหลับตาปี๋
ผมยังไม่ได้บอกคุณหรือว่าผมกลัวความมืด.. แต่เหนือสิ่งอื่นใด ผมกลัวอะไรบางอย่างที่ซ่อนอยู่ในนั้นมากกว่า
ผมกระชับอ้อมแขนให้แน่นเข้า แต่มันก็ยังไม่ทำให้รู้สึกอบอุ่นพอที่จะสู้กับความหนาวสะท้าน ที่แฝงมากับความมืดมิดที่โอบล้อมอยู่โดยรอบ
มันไม่อุ่นใจ... ไม่เหมือนกับตอนที่เขายังอยู่ตรงนี้ นั่งอยู่ข้างๆผม แค่กุมมือกันและกันไว้ ให้ความรู้สึกที่มีส่งผ่านถึงกัน...
ไม่ต้องกอดแน่นๆ ไม่ต้องลูบหัว ไม่ต้องพูดปลอบประโลมเหมือนใคร
แต่ไม่รู้ทำไม แค่รับรู้ว่าเขายังอยู่ข้างกัน ผมถึงได้รู้สึกอุ่นซ่านจนวางใจว่าตัวเองจะปลอดภัยทุกทีไป
ฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมาอีกครั้ง ผมสะดุ้งเฮือก เผลอเอื้อมจับชายเสื้อคนด้านข้างอย่างเคยชิน แต่ก็ต้องผิดหวัง เมื่อพบว่ามีเพียงแต่ความว่างเปล่าเท่านั้นที่ผมคว้าได้อยู่ในมือ
ตอนแรกผมยังงุนงง แต่แล้วก็นึกได้
ที่ตรงนั้นไม่มีคนนั่งอีกแล้ว
ณ วินาทีนั้น
ผมคิดถึงเขาจับใจ
XOXOXOXOXOXOXOXOXOXOXOXOXOXOXOXOXOXOXOXOXOXO
ผมเผลอหลับไปอีกครั้งตอนประมาณสักห้าทุ่มกว่า หลับยาวจนมาตื่นเอาก็โน่น ย่ำสายวันใหม่นั่นแหละ
พองัวเงียขึ้นนั่งแล้วมองออกไปข้างนอก ผมก็ตื่นเต็มตา พายุหยุดแล้วจริงๆด้วย ตอนนี้ข้างนอกมีแค่สายฝนโปรยปรายบางๆ ถ้าหยีตาสู้แสง เพ่งมองออกไปให้ไกลอีกนิด ก็จะเห็นรุ้งสีสันสดใสทอดตัวเป็นสะพานโค้งสวยงาม ยาวถึงขนาดพาดจากเขาทางซ้ายไปจรดจนเขาลูกขวาได้แน่ะ
ผมผิวปากหวืออย่างอารมณ์ดี นี่แหละ เหตุผลหลักที่ทำให้ผมตัดสินใจทิ้งเมืองหลวง แล้วย้ายมาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ งานสร้างสรรค์จากธรรมชาติแบบนี้ ใช่ว่าจะเห็นกันได้ง่ายๆเสียที่ไหน
อา... ว่าแล้วก็อยากให้เขาได้มาอยู่ดูด้วยกันจัง
ผมเปิดประตูออกมานอกบ้าน ยืนสูดลมหายใจลึก อากาศบริสุทธิ์ยามเช้าผสมปนเปกับกลิ่นหญ้าชื้นฝนจนแยกแทบไม่ออก.. ย่ำเท้าเปล่าบนพื้นหญ้าสีเขียวที่ทอดตัวยาวประหนึ่งพรมธรรมชาติ สัมผัสเย็นฉ่ำจากหยาดน้ำค้างที่พราวยอดหญ้าทำให้ผมจั๊กจี้นิดๆ ละอองฝนอ่อนจางที่ต้องใบหน้า ทำให้ผมรู้สึกสดชื่นมากกว่าที่จะรู้สึกกังวลอย่างคนทั่วไปว่าจะเป็นหวัดหรือเปล่า
นี่ใช่ไหม.. ที่มาของวลีที่ว่า ‘ฟ้าหลังฝน ย่อมสดใสเสมอ’ ..?
เดินเล่นอยู่อีกพักใหญ่ก็ชักเหนื่อย แถมยังเริ่มจะรู้สึกหนักหัวนิดๆ.. สงสัยว่าจะโดนละอองฝนมากเกินไปจนจับไข้จริงๆแล้วเสียด้วย ผมโปรยเศษขนมปังที่หยิบติดมือมาจากในบ้านกำสุดท้ายให้นกพิราบฝูงหนึ่งที่ยืนยืดคอชะเง้อเมียงมองอยู่ไม่ไกล กำลังจะเดินกลับเข้าบ้าน อยู่ดีๆก็นึกอะไรน่าสนุกขึ้นมาได้
ผมชะงักปลายเท้า หมุนตัวหันหลังให้บ้าน แล้วก็แหงนหน้าขึ้นฟ้า ก่อนจะตะโกนเสียงดังลั่น.. แอบหวังลึกๆทั้งที่รู้ว่าเป็นไปไม่ได้.. ว่าอีกฝ่ายคงจะได้ยิน
“มินโฮ! ไอ้โง่!”
“เรียนยังไงให้ติดเอฟวะ! เลยต้องลงเรียนซ้ำอีกปี จบช้ากว่ากำหนดเลยเห็นไหม”
“ไม่เรียกว่าโง่จะให้เรียกว่าอะไร หา? ฉลาดกว่าแมวนิดนึงงั้นสิ!?”
“เมื่อคืนไฟดับด้วยล่ะ ก็รู้ไม่ใช่หรือไงว่าฉันไม่ถูกกับความมืดแค่ไหน ทำไมไม่ช่วยปลอบกันเลยล่ะ? มืดตื๋อแบบนั้นอยู่คนเดียวมันน่ากลัวนะเว้ย”
“เมื่อไหร่จะกลับมาอ่ะ! เบื่อนะ เหงาด้วย.. บ้านเงียบเกินไปแล้ว วันๆฉันก็คุยแต่กับหนูกับนกจนหางกับปีกจะงอกแล้วเนี่ย”
“เมื่อไหร่จะกลับมาอ่ะ.. เหงาจริงๆนะ..”
“...”
“มินโฮ! ..ฉันคิดถึงนาย!”
ปล่อยทุกอย่างออกมาเป็นชุดรวดเดียวจบแล้วก็หอบกระชั้นเพราะหายใจไม่ทัน ผมปาดน้ำตาที่เอ่อคลอทิ้งลวกๆ สูดหายใจลึกอีกครั้งแล้วก็หลุดหัวเราะ.. ฮาชะมัด พูดอะไรออกไปก็ไม่รู้ ทำอย่างกับว่าคนที่โซลมันจะได้ยินยังไงยังงั้นแหละ ท่าจะบ้า.. ความเหงานี่มันทำให้คนเพี้ยนได้จริงๆนะเนี่ย
ผมหันหลังกลับ ก้าวเท้าเดินต่อได้แค่ก้าวแรก เสียงทุ้มต่ำที่ไม่ได้ยินมานาน แต่กลับยังจำได้ดี ก็ดังขึ้นจากทางด้านหลัง เรียกให้ต้องหันขวับไปมองอย่างตกใจ
“ผมเองก็คิดถึงพี่เหมือนกัน”
ร่างในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดกับกางเกงสแลคสีดำที่ยืนอยู่ตรงนั้นไม่ใช่ใครอื่น.. เขาเป็นผู้ชายตัวสูง ผิวเข้ม เจ้าของดวงตาโตสีดำขลับกับใบหน้าที่แสนคุ้นเคย..
มินโฮผลักประตูรั้วให้เปิดออกกว้าง พาร่างสูงโปร่งพร้อมเป้ใบใหญ่ก้าวกลับเข้า ‘บ้าน’ ของตน ริมฝีปากจุดรอยยิ้มบาง ยามเจ้าตัวเอ่ยคำที่ผมรอฟังมานานเกือบหกปี
“..กลับมาแล้วครับ”
END
TALK
- ฮี่~
- สั้นและเรียบง่าย
- เพราะหนูชอบเพลงนี้
- และพี่เตย(?)บอกว่าอยากอ่านฟิคกุ๊กกิ๊ก
- หนูจัดให้แย้วนะพี่(?) แล้วพี่ก้อย่าลืมเอาฟิคมาเซ่นหนูบ้างนะToT หนูเบื่อ ฮือๆโฮๆ
- สีชมพูสวยเน๊อะ♥ ฮาาาาา















